วันจันทร์ที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

วิ่งหาก็หนีหาย

หลังจากอ่านเรื่องคุณบัณฑิต อึ้งรังษีแล้ว ผมกลับไปหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่ชื่อว่า “วิ่งหา...ก็หนีหาย” ซึ่งผมเคยอ่านเมื่อ 5 ปีก่อนมาอ่านอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้รวมเล่มจากบทความของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ชีวจิต” คอลัมน์ “ไม้เกาหลัง”

คุณสุทธิชัย อ้างถึงข้อเขียนเกี่ยวกับการพยายามแสวงหาความหมายชีวิของคนจากหนังสือ Man’s Search for Meaning โดยบอกว่า ความสำเร็จกับความสุขนั้นมีความเหมือนกันตรงที่ มันจะมาหาเราก็ต่อเมื่อเราไม่ได้วิ่งตามหามันอย่างบ้าคลั่ง และมันเหมือนกันตรงที่จะต้องเกิดขึ้นมาเอง บังคับยัดเยียดไม่ได้ ยิ่งวิ่งหา ก็ยิ่งหนีหาย

ในเรื่องความสำเร็จนั้น ถ้าเรามุ่งมั่นกับมันมาก ๆ โดยตั้งเป็นเป้าหมายของชีวิต ก็จะเป็นการง่ายที่มันจะทำให้เราวอกแวกได้ง่าย และสุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุข ในขณะที่ความสำเร็จก็หนีหายไปด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อใดที่เราทำใจได้และทำความเข้าใจกับความสำเร็จได้ก็จะทำให้เราไม่เป็นทุกข์ทุรนทุราย ซึ่งก็ทำให้หลาย ๆ คนไม่เข้าใจว่า ในเมื่อทุ่มเทและยอมเสียสละไปถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที

ความสำเร็จจึงไม่ได้มาจากความต้องการ แต่เป็นผลพลอยได้จากการกระทำในสิ่งที่เชื่อว่าควรจะทำเพื่อความสุขของผู้อื่นและสังคมมากกว่า เมื่อคนทำงานโดยไม่หวังความสำเร็จแต่ทำเพราะใจรักและอยากทำ ความสุขก็จะเกิดขึ้น เมื่อความสุขเกิดก็จะกลายเป็นความสำเร็จที่ไม่ต้องวิ่งตามหาอย่างบ้าคลั่ง


อ่านอย่างนี้แล้ว อาจจะทำให้หลาย ๆ คนเกิดความลังเลว่า จริง ๆ แล้วเราควรจะตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างที่คุณบัณฑิตว่าไว้ หรือควรจะทำใจและไม่ต้องตั้งเป้าหมายใด ๆ อย่างคุณสุทธิชัยกันแน่

ในความเห็นของผม ผมคิดว่าการตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพียงแต่ว่าเราต้องรู้จักตั้งเป้าหมายโดยเป็นเป้าหมายในแง่ความสุขมากกว่า ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่กับเป้าหมายเชิงตัวเลขค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายยอดขาย, เป้าหมายที่จะมีเงินสิบหรือร้อยล้าน, เป้าหมายที่จะมีรถมีบ้านก่อนอายุ 30 หรือที่บรู๊ซ ลี และจิม แครี่ ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับรายได้ที่จะสามารถทำได้ในอีก 5 ปี 10 ปี เป็นต้น

เหมือนอย่างประเด็นเรื่อง GNP – Gross National Product ซึ่งเป็นผลผลิตมวลรวมของประเทศที่ใช้วัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปในสังคมเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ความสุขโดยรวมหรือ GNH – Gross National Happiness ซึ่งเป็นการพยายามวัดอัตราความสุขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของประเทศโดยรวม โดยมีประเทศภูฐานของเจ้าชายจิ๊กมี่เป็นตัวอย่างของการนำเรื่อง GNH ไปใช้ในการดำเนินนโยบายบริหารประเทศอย่างเด่นชัดที่สุดนั้น ทั้ง GDP และ GNH ก็เป็นประเด็นถกเถียงกันในวงวิชาการไทยที่พยายามจะให้ความสำคัญกับความสุขที่เกิดขึ้นมากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล้วน ๆ และประเทศไทยเองก็ได้นำประเด็นเรื่องการวัดความสุขใส่ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดด้วย แต่เราก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนนักว่าจะวัดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร ซึ่งผมมองว่าเราติดอยู่กับ “กับดักตัวเลข” มากเกินไปหรือเปล่า

แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายเป็นความสุขในเชิงนามธรรมแทนล่ะ เราอาจจะตั้งเป้าที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจจากบริการของเราให้มากที่สุด, เป้าหมายที่จะมีเวลาทำงานอดิเรกที่ชอบหรือพาครอบครัวไปเที่ยว หรือเป็นเป้าหมายที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักให้เต็มที่ที่สุดแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรจากการนั้นก็ตาม

มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องนามธรรมและวัดผลลำบาก ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน แต่ผมมองว่าความสุขน่าจะเกิดขึ้นได้นะ

ผมยอมรับว่า เมื่อก่อนผมวิ่งหาหลายสิ่งหลายอย่างมากมายรอบตัว ผมอยากรวยที่สุด, ผมอยากไปถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุด เรียกได้ว่า มีความทะเยอทะยานสุด ๆ และมีพลังในการไปถึงเป้าหมายแบบไม่มีวันหมด แต่ผมก็พบว่ายิ่งวิ่งหามันมากเท่าไร หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็กลับหนีหายไปเรื่อย ๆ ผมอาจจะบรรลุเป้าหมายหนึ่ง แต่ผมก็ต้องการไปให้เหนือกว่าเป้าหมายเดิมนั้นอีกโดยตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกปี ๆ แต่สุดท้ายผมก็มือเปล่ากลับไป ไม่มีความสุขใด ๆ เกิดขึ้นได้

ซึ่งประสบการณ์และอายุที่มากขึ้นก็ทำให้ผมมองเห็นอะไรมากขึ้น ๆ

ทุกวันนี้ผมก็ยังคงวิ่งหาหลาย ๆ อย่างอยู่ แต่ผมปลงมากขึ้น ผมวิ่งอย่างมีแผนการ, วิ่งแบบไม่ได้ทุ่มพลังทั้งหมดไป แต่รู้จักผ่อน รู้จักวิ่งเหยาะบ้าง เร็วบ้าง และแวะข้างทางบ้างเพื่อชมดอกไม้หรือพูดคุยกับผู้คน แต่บางเรื่องผมก็อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ยังวิ่งหามันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งโดยรวมแล้วผมก็รู้สึกว่ามันมีความสุขมากขึ้นแม้จะยังไม่ที่สุดก็ตามที ผมทุ่มเทเวลาให้กับงานอดิเรกมากขึ้นเพราะงานอดิเรกเป็นสิ่งที่ทำไปโดยไม่มีปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเป็นตัวผลักดัน ในขณะที่งานประจำที่ทำผมก็พยายามรักมันและมองหาจุดที่ผมจะรักมันได้ แต่บางเรื่องผมก็ยังคงวิ่งหามันอย่างบ้าคลั่งอยู่

สิ่งนี้รวมถึงความรักด้วย ความรักที่ไม่ใช่แค่ความรักแบบชายหนุ่มหญิงสาวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความรักระหว่างเพื่อน, ความรักของพ่อแม่ที่มีให้กับลูก, ความรักของพี่น้อง และความรักใด ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ผมเคยวิ่งหาความรักอย่างบ้าคลั่งแต่สุดท้ายผมก็กลับบ้านมือเปล่า ยิ่งวิ่งหาเท่าไร ความรักก็หนีหายไปหมด มันคงเป็นอย่างที่คุณสุทธิชัยว่าไว้ว่า ยิ่งเราตั้งเป้าหมายกับมันมากเพียงใดโดยมองแต่ความสุขส่วนตัวที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะทุ่มเทมากเพียงใด ไม่ช้าไม่นานมันก็หนีหายไปได้ แม้เราจะทำด้วยใจรักจริง ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังในความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น จึงไม่เกิดผลพลอยได้ที่เป็นความสุขหรือความสำเร็จตามมา

จริง ๆ แล้ว ความรักเป็นเรื่องนามธรรมเสียยิ่งกว่าความสุข ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ จับต้องวัดขนาดไม่ได้ แต่รู้สึกได้ง่าย ๆ แต่ความรักมันเป็นการผสมผสานกันของความสุขและความสุข จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกสุขหรือทุกข์ง่ายเสียยิ่งกว่า ยิ่งรักมากก็ทุกข์มาก ยิ่งวิ่งหาความรัก ความรักก็วิ่งหนีหายไป ความทุกข์ก็เกิดขึ้น แต่เมื่อได้มันมาครอบครองความสุขก็เกิด แต่เกิดได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว ความรักก็หนีหายไปอีก ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีก มันหมุนวนเป็นวัฏจักร

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเข็ดหลาบกับความรักได้หรือถ้าจะมีก็น้อยเต็มที ยิ่งทุกข์มากก็อยากได้มันมาครอบครอง ยิ่งหนีหายเท่าไรก็วิ่งวนอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น บางคนแม้ได้มาครอบครองเพียงชั่วกระพริบตาก็ยอมได้ แม้คนที่คิดว่าปลงได้ แต่ในเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกมันก็จะหวนมาโบยตีเราให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

ความรักจึงเป็นความทุกข์ที่มีความสุขยิ่งนัก และผมยังไม่สามารถหาทางปลงกับมันได้

ทุกวันนี้พลังในกายและใจผมยังมีมากมายไม่รู้หมด แต่ผมเชื่อว่าผมจะวิ่งช้าลงและมีจังหวะมากขึ้นได้ ผมอาจจะยังวิ่งหาบางอย่างอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่ผมอาจจะเหนื่อยน้อยลง และเสียใจน้อยลงด้วยเช่นกัน

คุณล่ะ ยังวิ่งหาอะไรกันอยู่หรือเปล่า

๔ ความคิดเห็น:

Too Optimistic กล่าวว่า...

ถ้าเราคิดว่า เราต้องทำมันให้ได้ มันจะยิ่งกดดันตัวเอง แต่ถ้าเราคิดว่าเราได้ทำ และทำอย่างดีที่สุดแล้ว ก้อจะเกิดความสงบในจิตใจเราตามมาเองแหละ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ก็แค่คนคนหนึ่งที่อยากไปให้ถึงฝัน

ข้อความนี้ เป็นข้อความที่เตือนใจมาตลอด และบอกกับตัวเองว่าต้องไปให้ถึงฝัน ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากเราฝัน และมีความหวัง เราจะมีความมุ่งมั่น ชีวิตเราจะมีคุณค่ามากขึ้น เพียงแต่เราต้องเผื่อใจว่า ความฝันอาจไม่เป็นจริงก็ได้ แต่อย่าคิดว่าไม่มีวันทำได้ เพราะเท่ากับเราดูถุกความสามารถของตัวเอง ดังนั้น จงอยู่อย่างมีความหวัง ความฝัน จะดีกว่า เชื่อนะ

walkonthesideway กล่าวว่า...

วันนี้เหนื่อย...ไม่วิ่งไม่หา..
ไม่หนี...
หายเหนื่อย..ค่อยว่ากัน

เด็กโง่ กล่าวว่า...

เคยอยู่ในที่ทำงานที่มีคนช่างคิด
ที่ล่าสุดนี่หาอยู่นาน จนมาเจอพี่ ikkiที่เป็นพี่ช่างคิดบนโลก cyber
ยินดีที่รู้จักนะคับ
ขอบคุณที่ทำให้จังหวะชีวิตของป๋มช้าลง แม้ระหว่างเวลางาน