วันพุธที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ช่างแพท

เวลาไหนของชีวิตที่คุณรู้สึกว่าขาดความมั่นใจที่สุดครับ

สำหรับผม มันเกิดขึ้นทุก ๆ ครั้งที่ผมไปตัดผม แต่ผมขอรับรองว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องทรงผมแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องของสองสามปัจจัยประกอบกันต่างหาก

หนึ่ง การที่ผมต้องถอดแว่นตา ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของความไม่มั่นใจนี้ เพราะเมื่อใดที่ผมไม่ได้ใส่แว่น ผมจะมองเห็นชัดที่สุดในระยะหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น และการตัดผมซึ่งต้องอาศัยการมองกระจกซึ่งโดยมากจะเป็นกระจกบานใหญ่อยู่ตรงหน้า แน่นอนว่า มันอยู่ห่างออกไปในระยะเกินหนึ่งฝ่ามือ และต้องไม่ลืมว่า ภาพที่สะท้อนในกระจกก็จะอยู่ถอยห่างเข้าไปเท่ากับระยะห่างของตัวผมกับกระจกเช่นกัน นั่นหมายความว่า ผมไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้อย่างแน่นอนเพราะมันห่างออกไปอย่างน้อยก็มากกว่าสองเท่าของหนึ่งฝ่ามือ ระยะห่างขนาดนี้ก็ทำให้ผมไม่เคยเห็นหน้าตาตัวเองพร้อมทรงผมใหม่ตราบใดที่การตัดยังไม่สิ้นสุด ซึ่งขาแว่นตาก็ยังไม่มาวางอยู่บนก้านหูทั้งสองข้างของผม

สอง ผมเป็นคนเงียบ ๆ เฉย ๆ โดยเฉพาะยามที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่ แม้รู้จักกันมากแค่ไหน ยิ่งในยามที่ผมต้องตัดผม ผมก็ยิ่งคงพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ที่ผมพยายามมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการตัดผม แม้ตัวผมเองจะไม่มีส่วนในกระบวนการตัดยกเว้นการขยับหัวซ้ายขวาไปตามความต้องการของช่างตัดผมในแต่ละเวลา แต่ผมเองก็ไม่อยากไปทำให้ช่างเค้าเสียสมาธิ เพราะจะส่งผลต่อผมบนหัวแน่นอน เมื่อรวมกับพฤติกรรมแบบเงียบ ๆ เฉย ๆ พอเข้าร้านตัดผม ผมก็กลายเป็นก้อนหินที่มีผมขึ้น เหมือนไม่มีตัวตน แต่ขยับได้

ผมจำได้ว่า ผมไปตัดผมครั้งแรก ประมาณ 2 – 3 ขวบ แม่พาผมไปตัดที่ร้านตัดผมแถวบ้าน มันเป็นร้านตัดผมผู้ชายแบบที่มีหลอดไฟลายเส้นหมุนวนรอบตัวเองแบบไม่มีวันจบสิ้นติดอยู่หน้าร้าน ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ช่างตัดผมต้องเอาเก้าอี้เสริมมาให้ผมนั่ง แล้วกระบวนการตัดก็เริ่มขึ้นโดยการเอาผ้ามาคลุมตัวผม เหลือไว้แต่หัว เมื่อแบตเตอร์เรี่ยนเริ่มไถ ผมก็เริ่มจินตนาการว่า ผมส่วนไหนของผมหลุดออกไปจากหัวของผมบ้าง ตอนอนุบาล ทรงผมยังเป็นแบบรองทรงอยู่ แต่พอขึ้นชั้นประถม จนถึงมัธยมปลาย ก็มีแต่ทรงนักเรียนหัวเกรียนเท่านั้นที่เป็นไปได้

ผมไม่ใช่เด็กเกเร และผมไม่ค่อยสนใจทรงผมเท่าไรนัก ผมเลยไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์ฝ่ายปกครองเกี่ยวกับเรื่องทรงผมเลยสักครั้ง

ผมตัดกับช่างคนเดิมสมัยเด็กจนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย ผมคุยกับช่างตัดผมคนนี้ประมาณหนึ่งถึงสองประโยคในแต่ละครั้งที่ไปตัดผม โดยที่ในหนึ่งถึงสองประโยคนั้นแทบจะไม่มีเรื่องอื่นยกเว้นเรื่องทรงผมว่ามันควรจะเป็นรองทรงหรือทรงนักเรียน ซึ่งจะเป็นทรงไหนก็ขึ้นกับว่าผมปิดเทอมหรือกำลังเรียนอยู่ แต่บางครั้งก็ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ยกเว้นความเงียบและความเข้าใจของช่างตัดผมไปในตัวว่าควรจะเป็นทรงไหน ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตัดผมของช่างเลยแม้สักครั้ง ซึ่งเหตุผลหลักคือผมมองไม่เห็นทรงผมของผมเองและอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมเชื่อว่า ช่างมีความรู้เรื่องทรงผมมากกว่าผมหลายร้อยหลายพันเท่า ช่างจะทำให้ทรงผมเข้ากับหน้าและหัวของผมได้มากกว่าที่ผมจะไปเสนอแนะสิ่งที่ผมไม่รู้ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งเราคุยกันนานขึ้น หลายประโยคขึ้น ในตอนที่ผมเพิ่งสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นได้ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่จากนั้น บทสนทนาของเราก็ยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเรื่องทรงผมและทรงผม

ช่างตัดผมของผมนั้นเขาหวีผมเรียบแปล้ ใส่ชุดเสื้อแขนยาวแบบพนักงานออฟฟิศ หรือบางครั้งก็เป็นชุดโปโลแต่ดูเรียบร้อยตลอดเวลา ผมเคยตัดกับช่างคนอื่นบ้างประมาณหนึ่งหรือสองครั้ง แต่ทุกคนในร้านจะรู้ว่าผมผูกขาดอยู่กับช่างคนนี้เท่านั้น ถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายจริง ๆ ผมก็จะได้ตัดกับช่างประจำของผม

เมื่อผมเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในปีที่สอง ผมก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่ในอีกพื้นที่หนึ่ง เหตุการณ์นั้นทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับการตัดผมที่ร้านเดิม และช่างคนเดิมสิ้นสุดลง ผมตระเวนเปลี่ยนร้านตัดผมเป็นว่าเล่น ตั้งแต่ร้านตัดผมชายร้านเล็กในซอยเดียวกับที่บ้านใหม่ของผมตั้งอยู่ ร้านตัดผมที่ฝั่งตรงข้ามซอย ร้านทำผมผู้หญิงที่แม่ผมไปใช้บริการหลายต่อหลายร้าน

แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ร้าน ผมก็ยังคงคงบทสนทนากับช่างตัดผมไว้ได้ที่หนึ่งถึงสองประโยคซึ่งเกี่ยวพันกับทรงผมเท่านั้น

จากการที่ผมต้องถอดแว่น นั่นทำให้ผมไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะที่ตัดผมอยู่ นอกจากการมองกระจกพร่ามัวตรงหน้า และจินตนาการถึงเส้นผมที่หลุดร่วงไป บวกกับการที่ผมนิ่ง ๆ เฉย ๆ และพยายามไม่พูดคุยขณะตัดผม บางครั้งผมก็หลับไปขณะตัดผม ผมจึงเรียนรู้ว่า ขณะตัดผมจะไม่มีกระบวนการของการสนทนาเกิดขึ้นและผมจะไม่ทำอะไรนอกจากรอให้กระบวนการตัดผมสิ้นสุดลง ซึ่งมันเป็นแบบนี้มากว่า 20 ปีแล้ว การกระทำใด ๆ ที่ทำให้ผมต้องมีกริยามากกว่านั้นจะทำให้ผมทำได้อย่างไม่มั่นใจนัก

อย่างไรก็ตาม ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา ผมได้รับคำแนะนำจากน้องคนหนึ่งที่มีความทันสมัยทางด้านทรงผมเหนือกว่าผมหลายก้าว เธอแนะนำให้ผมไปตัดที่ร้านแถวสยาม ร้านที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นที่มาตัดผมทรงเดียวกับดารานักร้องชื่อดังในขณะเวลานั้น ๆ ผมเข้าวงการร้านตัดผมวัยรุ่นนี้ในวันที่กอล์ฟ – ไมค์กำลังดังสุดขีด แน่นอนว่า วัยรุ่นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เดินออกจากร้านนั้นด้วยทรงผมของกอล์ฟ – ไมค์

ผมมั่นใจว่า ทรงผมกอล์ฟ – ไมค์ไม่เหมาะกับผมอย่างแน่นอน รวมถึงทรงผมวัยรุ่นอีกมากมายหลายสิบแบบ

พี่มัส ช่างผมผู้ทิ้งความทรงจำของความเป็นชายไว้กับอดีต คุยกับผมสองสามประโยคและกับน้องคนนั้นอีกสองสามประโยค ก่อนจะเนรมิตทรงผมใหม่ให้ผม แน่นอนว่า ผมไม่มีโอกาสจะคัดค้านหรือสนับสนุนใด ๆ นอกจากการได้เห็นผลลัพธ์ในตอนท้าย แต่อย่างที่บอกไป ผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับทรงผมนัก นอกจากการต้องมาตอบคำถามที่เกิดขึ้นกับสายตาของคนรอบข้างในช่วงระยะ 2 – 3 วันแรก ก่อนที่พวกเขาจะชินตากับทรงผมใหม่ของผม

พี่มัสก็เหมือนกับช่างตัดผมสมัยเด็กของผม เขาไม่ค่อยพูดนอกจากยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก และบทสนทนาที่วนอยู่กับทรงผมว่าควรจะสั้นมากหรือยาวน้อย แต่ไม่มียาวมาก ในช่วงแรก ๆ ผมเข้าใจว่า เค้าพยายามชวนคุยเรื่องโน่นนี่ แต่ผมยังคงยึดคติเดิมคือ เงียบ นิ่ง และหลับ ทำให้เขาเงียบ นิ่ง และตัด หลังจากไปตัดกับพี่มัสได้สองสามครั้ง เขาก็จำได้และรับรู้ว่า ระหว่างตัดผมจะไม่มีบทสนทนาใด ๆ หลุดออกมา ถ้ากรรไกรไม่ตัดโดนใบหูไปเสียก่อน

ล่าสุด พี่มัสย้ายไปสร้างชื่อเสียงให้กับสาขาใหม่ของทางร้านที่ไปเปิดที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ผมเคว้งพอสมควรเพราะผมรู้จักเค้าคนเดียวในร้าน แต่ทางร้านก็ส่งผมต่อมาให้กับช่างแพท

ช่างแพทเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (ผมไม่แน่ใจนักในตอนแรกว่าเธอเป็นหญิงแท้หรือหญิงเทียม บวกกับเสียงแหบ ๆ ก็ทำให้ผมไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่จากความรู้สึกส่วนตัวเค้าน่าจะเป็นหญิงมากกว่า) ที่สำคัญ เธอเป็นช่างตัดผมที่เป็นผู้หญิงคนที่สามในชีวิต สองคนแรกเป็นช่างที่ร้านทำผมที่แม่ผมไปตัดก่อนหน้านี้ ผมเพิ่งตัดกับเธอได้สองครั้งเท่านั้น เธอก็เหมือนพี่มัสและช่างทำผมตามร้านตัดผมวัยรุ่นทันสมัยทั่ว ๆ ไปที่จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับลูกค้า หาเรื่องมาคุยโน่นนี่กับลูกค้า และบริการสุดใจเท่าที่จะทำได้

เธอจึงพยายามคุยกับผม คำถามแรกจะเริ่มต้นว่ามาทำอะไรแถวนี้ ซึ่งผมก็จะตอบเหมือนกันทุกครั้งว่ามาพารากอน ทั้ง ๆ ที่ผมอยากจะตอบว่ามาตัดผม แต่อย่างที่บอก ผมมองไม่เห็นอะไร ผมขาดความมั่นใจ และผมยังคงยึดธรรมเนียมเก่า ๆ ของการตัดผมตลอดมาว่าจะต้องเงียบ นิ่ง รวมถึงหลับ ซึ่งผมก็หวังว่าวันหนึ่งเธอจะเข้าใจธรรมเนียมนี้

ที่สำคัญ ผมไม่ค่อยอยากเปลี่ยนช่างตัดผมบ่อยครั้งนัก เพราะผมไม่อยากเริ่มต้นใหม่ ดูแบบทรงผมใหม่ ทั้ง ๆ ที่มันมีแค่ไม่กี่ทรงที่เข้ากับตัวผม และผมก็ไม่อยากเพิ่มบทสนทนาใด ๆ ไปมากกว่านี้อีกด้วย

๑๒ ความคิดเห็น:

jai กล่าวว่า...

ช่างตัดผมคนแรกของใจคือ "พ่อ" เป็นแบบนั้นจนถึงม.ต้น ทรงผมประจำมีแค่ความยาวเท่าติ่งหู และหน้าม้าเต่อเหนือคิ้ว ผ้าคลุมกันเส้นผมตกใส่เสื้อผ้าคือเสื้อกันฝน กรรไกรตัดผ้าของแม่เป็นอาวุธประจำกายของพ่อค่ะ 555

มด กล่าวว่า...

ไม่ชอบเปลี่ยนร้านเหมือนกันค่ะ และก็มีช่างประจำเหมือนกัน แต่่ว่าตอนตัดผมคุยกับช่างตลอดเลยอะ อิอิ แต่ว่าที่ตัดมาใหม่นี่ช่างใหม่ตัดให้ช่ายปะ

Wakabayashi Genzo กล่าวว่า...

เราก็ตัดผมร้านเดียวมาตั้งแต่จำความได้ไม่เคยเปลี่ยนเลย ตั้งแต่สมัยที่ต้องเสริมเบาะ จนเดี๋ยวนี้ ช่างตัดผมต้องเอื้อมอย่างยากลำบากเวลาตัดผมให้เรา

พี่นัท กล่าวว่า...

ชอบจัง

อ่านแล้วดีนะตาชัย

แต่สำหรับฉัน ฉันให้ความสำคัญกับผมมาก คงเพราะเป็นผู้หญิงด้วย วันไหนออกจากบ้านแบบผมไม่ได้ดั่งใจนี่เสียเซลฟ์ไปเลย

แต่เห็นด้วยว่าอย่างเธอก็ตัดอยู่ได้ไม่กี่ทรงแหละ อิอิ

จูน กล่าวว่า...

สำหรับจูน คนแรกที่ตัดผมให้คือ แม่ และป้าอุดมวรรณ ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาไปไหนแล้ว จนทุกวันนี้ก็ไม่สามารถหาช่างที่เข้าใจผมเรา น่าเศร้า ตัดสั้นทีไร เปิดฟาร์มเป็ดทุกครั้งไป ทรงที่พี่ชัยตัดทุกวันนี้ ก็ดูเป็นผู้เป็นคนยังคงเป็นพี่ชัยเหมือนเดิม

Odysseus กล่าวว่า...

นั่นสินะ ช่างตัดผมมักชวนคุย อย่างกับมีธรรมเนียมปฏิบัติ หรือบทบัญญัติสิบประการสำหรับการเป็นช่างตัดผม

ผมก็เหมือนพี่ ที่ไม่ค่อยคุยกับช่างตัดผม แม่ว่าช่างนั้นจะเป็นถึงแม่แอมป์ก็ตาม

ไม่คุ้นเคยก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ไม่ค่อยกล้าคุยอะไรมากนัก ส่วนอีกประเด็นและสำคัญคือถ้าผมคุยผมมักจะชอบคุยอะไรตลกๆ ซึ่งมันส่งผลกระทบกับทรงผมของผมอย่างไม่ได้ตั้งใจ

Krathii กล่าวว่า...

ไม่เคยมีร้านตัดผมประจำเลยค่ะ เพราะเมื่อใดที่เรากำลังเริ่มจะมีช่างประจำ ร้านนั้นมันต้องมีอันปิดตัวไปทุกที ตอนนี้เลยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ศึกษาต่อออสเตรเลีย กล่าวว่า...

ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล

เรียนต่อต่างประเทศ กล่าวว่า...

ขอบคุณมาก ๆๆๆ สำหรับข้อมูลค่ะ

Orni กล่าวว่า...

55 นึกหน้าพี่ชัยตอนไปถึงแล้วไม่เจอช่างมัท คงเหวอๆเหมือนกันเนอะ ช่างมัทน่าจะฝากโน้ตหรือจม.รักอะไรถึงพี่บ้าง อย่างน้อยก้อเป็นคนที่เคยผูกพัน และใช้เวลาร่วมกันมา ชีวิตนี้จะได้เจอกันอีกมั้ยอ่า...
แล้วช่างแพทพอไหวมั้ยพี่ ยังมีอีกร้านนึงนะ ถ้ายังโอเคกับร้านแถวสยามอยู่ ชื่อร้าน 2 be 1 น่ะ ตัดดีเหมือนกัน
ส่วนแถวสีลมเดี๋ยวนี้ มีร้านที่มีช่างญี่ปุ่นมาเปิดเยอะนะ
คิดว่าน่าลองเหมือนกัน เพราะพี่ก้อคล้ายๆคนญี่ปุ่นอยู่เหมือนกันนะ

ขอให้บล้อกหน้าขายดียิ่งๆขึ้นไปนะ

พี่กล้วย กล่าวว่า...

ล้ำลึก อิอิ .. เล่าเรื่อง(ที่คิดว่า)ไม่น่าเป็นเรื่องได้น่าสนใจมาก .. จนทำให้ได้ย้อนคิดถึงประวัติการตัดผมของตัวเอง ตั้งแต่แม่ตัดให้เพื่อความประหยัด จนถึงวันที่แม่ยอมใจอ่อนจ่ายค่าตัดผมให้ลูก .. และจนวันนี้ ที่(หน้ามืด)ทำผมครั้งละ 2,500 .. ใครที่เคยเห็นหน้าและทรงผม .. คงเสียดายตังค์แทน (ก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจนะ ไม่ต้องบอก) ^_~

ปอแซ่โก โอแซ่แต้ กล่าวว่า...

นึกหน้าพี่ชัยตอนตัดทรงนร.ออกเลย
ฮิๆ ยังดีนะที่มีสเต็ป เงียบ-นิ่ง-หลับ
ปอนี่นั่งแล้วหลับเลย