วันพฤหัสบดีที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ความจำสั้น ความฝันยาว

จำได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอพี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) ตัวเป็น ๆ นั้นประมาณเกือบ 6 – 7 ปีก่อนที่โรงแรมดุสิตธานี ผมจำไม่ได้ว่าพี่เค้ามาเนื่องในโอกาสอะไร รู้แต่ว่าเป็นงานที่เชิญพี่เค้ามาพูดเรื่องอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับความฝัน

ผมรู้จักพี่จุ้ยก่อนรู้จักเฉลียง ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะรู้จักพี่เค้าจากงานเขียนโดยเฉพาะงานเขียนในนิตยสารไปรยาลใหญ่ ซึ่งเป็นนิตยสารที่แนวมากพอ ๆ กับนิตยสาร a day ในปัจจุบัน

ในสมัย 20 ปีที่แล้วความตึงเครียดทางด้านเศรษฐกิจยังไม่ซับซ้อนเท่าทุกวันนี้ แต่นิตยสารไปรยาลใหญ่ก็เป็นหนังสือแนวเพื่อชีวิตเพียงไม่กี่เล่มที่หาซื้อได้ตามแผง คำว่าเพื่อชีวิตนี้ผมไม่ได้นึกไปถึงหน้าพี่แอ้ด คาราบาว แต่ผมพูดถึงเพื่อชีวิตที่สดใสหรือเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงแนวหนังสือแนวศาสนา, จิตวิทยา, หรืออาจจะเข้มข้นเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งอย่าง ฅ. ฅน ในปัจจุบันก็เป็นได้

ผมจึงรู้จัก ศุ บุญเลี้ยง ในฐานะหนึ่งในเจ้าสำนักศิษย์สะดือมาก่อนที่จะรู้จักเฉลียง

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา เฉลียงเพิ่งมีคอนเสิร์ท “งานดนตรีบำบัด ถาปัดจัด เฉลียงโชว์” เพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของสมาคมนิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาของคณะด้วย

ผมไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเอง เพียงแต่ติดตามห่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ในฐานะคนที่ชื่นชอบเฉลียงอีกคนหนึ่งแต่ไม่ค่อยแสดงออก โดยมีน้องแถว ๆ นี้ไปดูซึ่งผมก็แอบเลียบ ๆ เคียง ๆ ไปถามความเป็นไป

คืนวันอาทิตย์หลังคอนเสิร์ทผมได้มีโอกาสรำลึกความหลังเกี่ยวกับเฉลียงผ่านรายการ “ย้อนรอย” ซึ่งพูดถึงเส้นทางการเติบโตและวันคืนอันแสนสุขของเฉลียง ในยุคสมัยที่นักร้องในวงยังเป็นหน้าละอ่อนอยู่ ในขณะที่ปัจจุบันล้วนมีลูกมีเต้าและกำลังอยู่บนเส้นทางของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความฝันที่บ่มเพาะมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผมชอบเฉลียงตรงที่พวกเขามองโลกในแง่ดี พวกเขาคือกลุ่มคนที่ชอบเดินชมดอกไม้ไปตามรายทาง เหนื่อยก็พัก หยิบผลไม้ที่ตกตามพื้นมาเช็ดฝุ่นและบิแบ่งกันกิน พวกเขาไม่ใช่คนที่จะเลือกตัดต้นไม้และสร้างถนนขึ้นเขา แต่พวกเขาเลือกที่จะเดินเลียบริมทางที่มีอยู่แล้ว หรือแหวกต้นไม้ใบหญ้าเพื่อไปให้ถึงยอดเขา

ในยุคสมัยหนึ่ง มันคือความสวยงามของชีวิตโดยเฉพาะชีวิตวัยรุ่นที่ยังไม่มีห่วงหน้าพะวงหลัง พวกเขาสามารถใช้ชีวิตวัยรุ่นได้อย่างเต็มที่ พวกเขาพร้อมจะล้มลงแต่ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางคอยฉุดให้ลุกขึ้นเดินต่อไป

แต่เฉลียงชุดสุดท้ายซึ่งผมมองว่า พวกเขาเริ่มมองเห็นความจริง ชีวิตไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป พวกเขามาถึงจุดสูงสุดที่พวกเขาไม่สามารถที่จะมองโลกสวยงามได้อีกต่อไปแล้ว นั่นทำให้ความเฉลียงต้องสิ้นสุดลงเพราะเฉลียงคือโลกของความฝัน

ถ้าเราเปรียบเทียบแต่ละเพลงในชุดแรกของเฉลียง คือ ปรากฏการณ์ฝน มาจนถึง ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า จะเห็นความเข้มข้นจริงจังที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ นั่นทำให้หลาย ๆ คนยังคงโหยหาคืนวันอันแสนหวานของชุดแรก ๆ ของเฉลียงอยู่เสมอ

อย่างเพลงเที่ยวละไมคือชีวิตการท่องเที่ยวแบบโบกรถของวัยรุ่นที่เพลงเที่ยวละไมสามารถให้อารมณ์และความรู้สึกที่ตรงจุดมากที่สุด เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนตามต่างจังหวัดผมมักจะนึกถึงเพลงเที่ยวละไมเสมอ

หลังจาก ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า ออกวางแผงโดยไม่มีพี่จุ้ยร่วมงานอยู่ด้วย ผมพยายามหาคำตอบว่า ทำไมเฉลียงจึงหันมามองโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว และทำไมพี่จุ้ยต้องเลือกวางมือจากเฉลียงไป

ผมเพิ่งมาเจอคำตอบจากการไปฟังพี่เค้าในงานนั้นเอง พี่เค้าบอกว่า แม้ความจำของเราจะแย่เพียงไร แต่ความฝันจะต้องยืนยาวเสมอ เราต้องพยายามรักษาความฝันให้คงอยู่ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ มิฉะนั้นแล้วเราคงจะไม่มีพลังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝันที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้เดินไป

ความฝันของเฉลียงในแต่ละยุคสมัยจึงไม่ต้องเหมือนกัน พี่จุ้ยจึงเลือกออกไปสร้างฝันในแนวทางของตัวเอง

แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งเวลาใด พี่จุ้ยและสมาชิกคนอื่น ๆ ก็พร้อมกลับมารำลึกความฝันสมัยยังเยาว์วัยร่วมกันอยู่เสมอ

คิดถึงเฉลียงครับ

ป.ล. 1 สนใจอ่านนิตยสารไปรยาลใหญ่ฉบับเก่า ๆ บางเรื่องบางตอนได้ที่ http://www.katikala.com/somethingelse/index.html
ป.ล. 2 ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซท์เฉลียง http://www.chaliang.com/gallery.asp

๓ ความคิดเห็น:

Odysseus กล่าวว่า...

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่า จินตนาการและ ความฝันกำลังลดน้อยถอยลง

สำหรับผม หลายครั้งหลายครา... แค่เลี้ยวเข้าไปที่เฉลียงปั๊ม
หยุดพัก ผ่อนคลาย เติมฝันสักหน่อย
แค่นี้ก็วิ่งต่อไปได้หลายครับ

golfreeze กล่าวว่า...

ผมเอง ก็ชอบเพลงพี่จุ้ย น่ะครับ

จำได้ว่าฟังมาตั้งแต่ ม.1

พี่แกเล่าเรื่องความฝัน ผ่านบทเพลง ตามแบบฉบับแก

ได้อย่างลงตัว ทีเดียว

Orni กล่าวว่า...

จริงๆบล้อกนี่ควรมีการจำกัดอายุคนเข้าชมนะ เช่น อายุต่ำกว่า 26 ไม่ควรเข้ามา อาจจะมึนงง ว่าจขบ.พูดเรื่องอะไร อิอิ
ชอบเพลง ไม่คิดถามอ่ะ
คิดก้อยังไม่เคย ไม่เคยคิดเลย ถามออกไปก้อเชย อย่างเคยรู้กัน

เอ๊ะ รี่เพลงเฉลียงใช่มะ ชักไม่แน่ใจ....

แล้วเรื่องญี่ปุ่นล่ะพี่ ไปไหนแล้ว ค่อนข้างจะดองไว้เยอะ ทั้งญี่ปุ่น และเชียงใหม่นะ