วันอังคารที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ความฝันข้าง ๆ ความจริง

ผมพบกับสองเก๋ขณะนั่งเล่นปนทำงานบนชั้นสองของร้านสตาร์บักส์ บนถนนนิมมานเหมินทร์ แหล่งไฮโซล่าสุดของตัวเมืองเชียงใหม่

มันเป็นบ่ายที่สุขสงบ ผมนั่งทำงานและอ่านนิตยสารอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง ในขณะที่สองเก๋ก็ทำงานอยู่ที่โต๊ะซึ่งไม่ห่างจากกันมากนัก บ้างก็โทรศัพท์ บ้างก็พูดคุยกัน บ้างก็หยิบเอกสารแผ่นพับขึ้นมาอ่านพิเคราะห์ และบางทีก็หายกันไปพักใหญ่โดยที่อุปกรณ์ในการทำงานยังคงวางทิ้งคาไว้บนโต๊ะ พร้อมกาแฟสตาร์บักส์เย็นบ้างร้อนบ้างวางทิ้งไว้จนเย็นจืดชืด

ผมเดาได้อย่างไม่ยากนักว่า พวกเธอกำลังทำธุรกิจในลักษณะที่เรียกว่าขายตรง หรือธุรกิจแบบมัลติเลเวลทั้งหลายที่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯมาอย่างยาวนานกว่าสิบปีที่ผ่านมาโดยมีโมเดลความสำเร็จของรุ่นพี่มงกุฏเงินมงกุฏทองหลายต่อหลายคนเป็นเส้นทางให้ก้าวเดิน อย่างไรก็ตาม ความที่ผมอยู่ห่างจากธุรกิจนี้มากพอสมควรแม้เพื่อน ๆ หลายคนจะลงลึกไปกับธุรกิจนี้มาช้านานแล้วก็ตาม ผมจึงไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของพวกเธอได้อย่างเต็มที่นัก

และเมื่อถึงจังหวะหนึ่ง เราก็ได้พูดคุยกันหลังจากทิ้งระยะห่างเพื่อสร้างความคุ้นเคยจากการแอบลอบดูพฤติกรรมของกันและกันมาหลายชั่วโมง แรกเริ่มพวกเธอเข้าใจว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งอาจจะมาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกอย่างจีน, เกาหลี หรือไปไกลถึงญี่ปุ่น แต่เมื่อคำไทย ๆ หลุดจากปากของผมก็สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้พวกเธอได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งสองชื่อเก๋เหมือนกัน เป็นคู่หูต่างวัย โดยเก๋คนหนึ่งเป็นรุ่นน้องของผมสองสามปีในขณะที่อีกเก๋ยังอยู่ในวัยเรียนซึ่งแน่นอนว่าวัยห่างจากผมมาก แม้เก๋แรกจะดูหน้าอ่อนกว่าวัยมาก แต่เมื่อได้พูดคุยก็ทำให้ผมเห็นถึงความคิดที่ไปไกลเกินอายุและแฝงด้วยประสบการณ์ที่เชี่ยวกราก

ผมคิดว่า ทั้งสองเก๋มีสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเธอทำอยู่ที่เหมาะมากกับการเป็นคนทำธุรกิจในลักษณะขายตรงที่เริ่มต้นพวกเขาจะต้องศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาทำเสียก่อน

เก๋แรกเป็นศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การที่เธอจบเศรษฐศาสตร์ทำให้วิธีคิดของเธอสร้างความประทับใจให้กับผมซึ่งศรัทธาในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไม่ยากนัก

เธอเล่าว่า เธอไม่เคยทำงานออฟฟิศมาก่อน เธออยากมีกิจการเป็นของตัวเอง อยากเป็นนายตัวเอง นั่นทำให้เธอตัดสินใจเปิดร้านดอกไม้อยู่บนชั้นล่างของโซนร้านค้าให้เช่าซึ่งส่วนหนึ่งก็คือร้านสตาร์บักส์บนถนนนิมมานเหมินทร์นี่เอง ถ้าเรานั่งรถมาตามถนนนิมมานเหมินทร์เราจะเห็นโซนร้านค้าที่มีป้ายร้านสตาร์บักส์โดดเด่นชัดเจน ผมอยากให้คุณเดินมาด้านข้างซึ่งเป็นซอยแล้วเดินตัดเข้าไป จะเห็นร้านขายดอกไม้ร้านหนึ่งชื่อว่า คัลลา (Calla) ซึ่งเป็นร้านดอกไม้ประดิษฐ์เพียงร้านเดียวของโซนร้านค้านี้

ผมทึ่งที่เธอมีความกล้าที่มาเปิดร้านดอกไม้ประดิษฐ์บนถนนนิมมานเหมินทร์นี้ เหตุผลแรก เชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกดอกไม้ นั่นทำให้ราคาดอกไม้สดไม่ได้แพงมากมายนัก การที่คนจะเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ย่อมมีน้อยกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุผลประการที่สอง ถนนนิมมานเหมินทร์กลายเป็นถนนทองคำไปแล้วในช่วงระยะหลัง ถ้าคุณนึกภาพถนนนิมมานเหมินทร์ไม่ออก ให้นึกถึงทองหล่อครับ นิมมานเหมินทร์คือทองหล่อ ถนนไฮโซของกรุงเทพฯนั่นเอง นั่นหมายความว่า เธอจะต้องแบกรับต้นทุนจากการมาเช่าพื้นที่บนถนนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าไล่เลียงประวัติของเธอ ดูเธอจะพบพานและเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมาตลอด เธอเรียนเปียโน เธอเรียนรู้การจัดดอกไม้ด้วยตัวเอง และเธอกำลังศรัทธาในธุรกิจขายตรงที่เธอเพิ่งเริ่มต้นมันไม่นานนัก

การจัดดอกไม้ให้สวยนั้น ส่วนหนึ่งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า พื้นฐานทฤษฎีการจัดดอกไม้ นั่นคือพรแสวง แต่ความรู้สึกของคนไม่อาจจะใช้ทฤษฎีอธิบายได้อย่างเดียว และความรู้สึกของคนไม่อาจจะนับว่าเป็นสิ่งสากลได้ นั่นทำให้อีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่าสัญชาติญาณล้วน ๆ หรือคือพรสวรรค์กลาย ๆ สามารถอธิบายความความรู้สึกของคนได้ชัดเจนกว่า จริง ๆ แล้วผมก็เป็นคนที่ชอบดอกไม้ ความงามของดอกไม้ทำให้ผมหลงเดินในสวนดอกไม้ได้อย่างยาวนานพอ ๆ กับการไปติดอยู่ในร้านหนังสือ และผมก็เป็นคนชอบเรื่องการจัดดอกไม้มาก เพียงแต่ผมไม่มีทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ ผมจึงทำได้เพียงแค่นั่งดูดอกไม้ที่คนอื่นจัดมาแล้ว และวิพากษ์วิจารณ์แบบไร้เดียงสาอยู่ในใจเท่านั้น

แต่เก๋เล่าว่า เธอเรียนรู้มันด้วยตัวเอง ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่ามันเป็นพรสวรรค์ล้วน ๆ เพียงแต่ว่า ใครจะเดินอ้อมไปด้านในของโซนร้านค้านี้แล้วพบเจอร้านคัลลาของเธอเท่านั้น

ในขณะที่เก๋ที่สองยังเรียนหนังสืออยู่ เพียงแต่เธอมีความมุ่งมั่นที่ต่างจากคนอื่น ๆ ในถิ่นเกิดของเธอ เธอตัดสินใจออกมาหางานทำส่งตัวเองเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ 18 ปีจนตอนนี้เป็นวัยยี่สิบต้น ๆ ซึ่งเท่าที่ผมดู แม้เธอจะอายุน้อย แต่ประสบการณ์ในชีวิตของเธอก็ทำให้เธอกร้าวแกร่ง และดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กเพิ่งจบมหาวิทยาลัยที่ผมเห็นตามใจกลางกรุงเทพมหานครอยู่มาก มากจนทำให้ผมรู้สึกเสียดายช่วงเวลาวัยรุ่นวัยเรียนที่เธออาจจะขาดหายไปและอาจจะต้องหันมาสูดปากด้วยความเสียดายในภายหลัง แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทางเดินของชีวิตได้ เก๋สองจึงเลือกเส้นที่เธออาจจะต้องเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย และต้องรับผิดชอบอะไรอีกมากมายเกินตัว

ผมเห็นเก๋สองทำงานตัวเป็นเกลียวเกือบตลอด ยกเว้นบางช่วงเวลาที่เธอนั่งอ่านนิตยสารแนวซุบซิบดาราอย่างยาวนาน ซึ่งผมคิดว่าวัยอย่างเธอน่าจะแบ่งเวลามาทำเรื่องไร้สาระบ้าง ชีวิตที่เต็มไปด้วยสาระอาจจะทำให้คนเราตกตะกอนเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้คนคนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง แต่เขาอาจจะขาดประสบการณ์บางอย่างไปได้ วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการความล้มเหลวเพื่อจะทำให้พวกเขาไม่กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เปราะบาง เพราะพวกเขาเคยล้มจนรู้ว่าล้มแบบไหนเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ถ้าพวกเขาไม่เคยล้มเลย และพวกเขาจะต้องล้มในวัยที่ไม่สามารถล้มได้แล้ว พวกเขาอาจจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกแห่งความจริงได้ เพราะโลกของความจริงมันโหดร้ายมาก วัยรุ่นคือโลกของความฝันที่เมื่อเราตื่นขึ้นมาเราจะมีประสบการณ์พร้อมที่จะเผชิญความจริงอย่างไม่เกรงกลัว

เก๋หนึ่งเล่าให้ผมฟังในช่วงหนึ่งที่ทำให้ผมนิ่งคิดอยู่นานขณะเดินลงมาชมร้านดอกไม้ของเธอ เธอบอกว่า ร้านดอกไม้นี้คือความฝัน แต่ความจริงอยู่บนร้านสตาร์บักส์ที่เธอใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยกับเก๋สอง รวมถึงลูกค้าอีกหลายรายที่แวะเวียนมาที่ร้านสตาร์บักส์แห่งนี้ ร้านดอกไม้ไม่ได้สร้างผลกำไรอะไรมากมายนัก แต่เป็นจุดที่ทำให้เธอสามารถสานต่อธุรกิจขายตรงที่สามารถสร้างรายได้ให้เธอได้กว้างขวางออกไปจากเครือข่ายลูกค้าและคนที่แวะเวียนเข้ามา

ที่สำคัญร้านดอกไม้ทำให้เธอสามารถธำรงความฝันไว้หล่อเลี้ยงชีวิตต่อไปได้

ถ้าคุณนึกถึงดอกไม้ หรือของตกแต่งบ้านเวลาคุณมาเที่ยวเชียงใหม่ ผมอยากแนะนำให้คุณลองเดินทางมาที่ถนนนิมมานเหมินทร์แห่งนี้ มาชมความฝันของเธอ และมาทำให้ความฝันของเธออยู่ยืนยาวต่อไปจนกลายเป็นความจริงได้ในที่สุด เพื่อที่เธอจะได้แวะเข้าไปซื้อกาแฟสตาร์บักส์มานั่งดื่มในร้านดอกไม้ของเธอเอง ไม่ต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็งพูดคุยแบบไม่รู้จักเหนื่อยบนร้านสตาร์บักส์ มาทำให้ความฝันและความจริงของเธออยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน

ความฝันสวยงามเสมอ เพียงแต่ว่ามันอยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง

๕ ความคิดเห็น:

supranee กล่าวว่า...

ดีใจด้วยกับเธอผู้ทำได้ตามฝันได้สำเร็จ
สุปราณี

Too Optimistic กล่าวว่า...

ดีใจกะสองเก๋ ได้ใช้ชีวิตตามความฝัน

Odysseus กล่าวว่า...

เก๋จริงๆ

นัท กล่าวว่า...

มันคงจะดีมากๆเลย หากพี่จะอ่านเรื่องนี้ไปโดยไม่นึกถึงหน้าและท่าทางเธอประกอบ

เขียนดีตามเคย เพียงแต่...ไม่น่ารู้จักเธอเลย จะได้แอบจินตนาการนิดส์นึง (ล้อเล่น)

อ้อ...ถ้าไม่ว่างทำให้ ก็เอาคืนมาเถอะ การรอคอย....มันน่าเบื่อและดูไร้ความหมาย

golfreeze กล่าวว่า...

ผมว่าพี่ชัยน่าจะไปเป็นนักเขียน ดีไหม อิอิ
ชอบ 2 ประโยคนี้ครับ
"วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการความล้มเหลวเพื่อจะทำให้พวกเขาไม่กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เปราะบาง"
"ชีวิตที่เต็มไปด้วยสาระอาจจะทำให้คนเราตกตะกอนเร็วเกินไป
"

เห็นด้วยครับว่า ความฝัน สวยงาม เสมอครับ