วันจันทร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

หน้าร้อนของวัยรุ่น

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมนั่งดูซีรี่ย์ญี่ปุ่นเรื่อง H2 ซึ่งเล่าถึงเด็กวัยรุ่นมัธยมปลาย, ความฝัน และเบสบอล ผมเพิ่งดูไปได้แค่ 2 แผ่นดีวีดีเท่านั้นและเป็น 2 แผ่นที่ผมดูซ้ำ ๆ มาหลายรอบแล้ว ผมชอบการก่อร่างสร้างความฝันในช่วงสองแผ่นแรกนี้มาก พวกเขาพูดถึงความสนุกของเบสบอลซึ่งพวกเขากำลังจะพัฒนาไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่งของชีวิตที่พวกเขาอาจจะหลงลืมความสนุกของเบสบอลไปและต้องเอาจริงเอาจังกับมันเพื่อไปสู่เป้าหมาย ถ้าเคยอ่านการ์ตูนเรื่องซึบาสะก็จะเห็นว่า หลาย ๆ ครั้งซึบาสะในภาคที่โตแล้วก็จะเอาจริงเอาจังจนลืมความสนุกของการเล่นฟุตบอลไปเสียหมด และเมื่อนึกได้ความสนุกของฟุตบอลก็กลับสามารถช่วยซึบาสะแก้ปัญหาในภาวะจนตรอกได้หลาย ๆ ครั้ง

แม้ผมจะดูมา H2 สองแผ่นแรกมาหลายรอบแล้วรวมถึงอ่านการ์ตูนอีกหลายหน แต่ก็ยังไม่ทำให้ผมเบื่อได้และยังอยากจะดูซ้ำ ๆ อีก

ผมชอบการ์ตูนของ อาดาจิ มิทซึรุ หลาย ๆ เรื่องเพราะอาดาจิมักจะเขียนถึงความฝันของเด็กวัยรุ่นในช่วงฤดูร้อน ท่ามกลางแดดเปรี้ยง, ไอติมเย็น ๆ จากร้านขายของชำข้างทาง, ผีเสื้อบินไปมา, เด็กประถมจูงมือพ่อเดินไปจับแมลง, การขึ้นสแตนด์เชียร์ และโฮมรัน

การ์ตูนหลาย ๆ เรื่องของอาดาจิจะใช้ธีมของกีฬาเบสบอล โดยเหล่าพระเอกนางเอกวัยรุ่นต่างมีความฝันร่วมกันในการไปถึงโคชิเอ็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง H2, Touch หรือล่าสุด “Cross Game” สำหรับหลาย ๆ คนที่อาจจะไม่เคยอ่านการ์ตูนเบสบอล ผมอยากจะบอกว่า โคชิเอ็ง คือ สนามนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันเบสบอลระดับมัธยมปลายของประเทศญี่ปุ่น ฤดูร้อนและโคชิเอ็งคือความฝันที่สวยงามของนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งพวกเขามีโอกาสเพียง 3 ปีเท่านั้นตลอดชีวิตของพวกเขา

ตามหลักสูตรการเรียนการสอนของระบบการศึกษาของญี่ปุ่น การทำกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนด้วย ชมรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นชมรมกีฬาประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีเป้าหมายเพื่อการออกกำลังกายและการเข้าแข่งขันระดับเมือง ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศต่อไป

ผมเคยทำชมรมอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโดยเป็นไม่ได้เป็นแค่สมาชิกชมรมแต่เป็นสต๊าฟทำงานของชมรมเลย โดยสถาบันเทคโนฯลาดกระบังที่ผมเรียนอยู่เรียกชมรมว่า “ชุมนุม” และผมรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าชมรมทำให้หน้าร้อนของวัยรุ่นมีความหมายได้อย่างไร ชมรมทำให้เรารู้จักการทำงานร่วมกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน การปรับตัวเข้าหากัน การเสียสละ การจัดการ และอีกมากมาย ที่สำคัญชมรมทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ผมมักจะบอกใคร ๆ อยู่เสมอว่าชมรมมีส่วนสร้างผมขึ้นมา

หลาย ๆ ครั้งตอนสมัยเรียนหนังสือ ผมจึงมักจะเอาการ์ตูนของอาดาจิมาอ่านตอนหยุดปิดเทอมใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและจินตนาการถึงความฝันของวัยรุ่นและโคชิเอ็ง

ผมคิดว่า ความฝันของวัยรุ่นสวยงามเสมอ ความฝันของวัยรุ่นจะไม่เหมือนความฝันแบบเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาอิงกับความจริงมากขึ้น สมัยเด็ก ๆ เราอาจจะฝันว่าโตขึ้นอยากจะเป็นหมอ เป็นตำรวจ เป็นทหาร หรือเป็นวิศวกรโดยที่ไม่เคยรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร สมัยเรียนประถมต่อเนื่องถึงสมัยเรียนมัธยม ผมยังไม่รู้ว่าผมอยากจะเป็นอะไร ทุกครั้งที่คุณครูให้ผมออกไปยืนหน้าชั้นเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ผมก็มีคำตอบแบบสำเร็จรูปว่าอยากจะเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนคนอื่น ๆ ก็มีคำตอบที่ไม่ได้หนีจากของผมมากมายนัก ในยุคของผมนั้น โลกของเด็กผู้ชายอย่างผมมีแต่หมอกับวิศวกรเท่านั้น อาชีพอื่นดูจะไม่สามารถทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตาได้มากนักในละแวกห้องแถวย่านคนจีน โลกของเด็กอย่างผมยังแคบมาก เพื่อนบางคนตอบเอามันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อน ๆ ซึ่งพวกเราทั้งห้องก็รู้ดีว่าเขาตอบเล่น ๆ เท่านั้นเอง

ตอนเป็นเด็กประถม ผมเคยฝันอยากเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถประจำทาง หรือกระเป๋ารถเมล์นั่นเอง ผมว่ามันเป็นอาชีพที่เท่ไม่หยอก ผมชอบเสียงของกระบอกใส่เงินที่ขยับเปิดปิดเสียงดังป๊อกแป๊กในขณะที่กระเป๋าก็ส่งเสียงบอกให้เราชิดใน ให้ลุกขึ้นให้คนแก่ ผู้หญิง และเด็กนั่ง กระเป๋ามีอิสระที่จะเดินไปมาบนทุกพื้นที่ของรถโดยสาร แม้แต่การใช้มือเดียวจับราวและห้อยตัวโบกขอทางรถคันข้าง ๆ ความฝันของผมคล้าย ๆ ของ โต๊ะ โตะ จัง ที่ฝันอยากเป็นพนักงานตรวจตั๋วรถไฟ

เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมอยากเป็นหมอเพราะผมมักจะมีอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง และต้องไปหาหมออยู่เป็นพัก ๆ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดหมอและอยากเป็นหมอขึ้นมา แต่ต่อมาผมก็อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบซึบาสะหรืออยากเป็นนักเรียนม.ปลายที่มีความฝันไปโคชิเอ็งแม้ตอนนั้นผมก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ซึ่งไม่สามารถเกิดได้กับทุกคน การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแทบจะตัดทิ้งไปได้เลยเพราะผมยังเลี้ยงบอลได้ไม่เป็นสับปะรดเสียด้วยซ้ำ ส่วนโคชิเอ็งนั้นผมก็รู้ดีว่าเมืองไทยเรามีแต่ซอฟท์บอล

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นช่วงของการแสวงหาอย่างแท้จริง ผมอยากเป็นนักศึกษาที่เข้าป่าสมัย 6 ตุลา อยากเป็นอย่างพี่เสก (อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) อยากเป็นคนเรียกร้องประชาธิปไตย อยากเป็นเอ็นจีโอ และอยากเป็นอีกหลาย ๆ อย่าง

เมื่อไล่ดูความฝันนับจากเยาว์วัย ผมมีความอยากเป็นนั่นเป็นนี่มากมายไม่รู้จบ ผมอยากเป็นคนวาดการ์ตูน อยากเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อยากเป็นคนแต่งเพลง อยากเป็นนักเทนนิส อยากเป็นชาวสวน อยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือ อยากเปิดร้านกาแฟ อยากเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ อยากเป็นคอลัมน์นิสต์ อยากเป็นนักเขียน และอยากเป็นนักดนตรี

ความฝันของผมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และตกผลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หลายความฝันผมเคยทำแล้วและล้มเหลวไปแล้ว หลายความฝันผมกำลังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายความฝันผมยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ

ผมชอบที่ ฮิโร่ พระเอกเรื่อง H2 พูดไว้ว่า ถ้าเรายังไม่ได้พยายาม เราจะยอมแพ้ได้อย่างไร

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงฝันโน่นฝันนี่ไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกโชคดีที่หน้าร้อนของผมมันยังคงยาวนานมาถึงปัจจุบัน แม้ผมจะพ้นช่วงชีวิตวัยรุ่นไปมากโขแล้วก็ตาม

๓ ความคิดเห็น:

Odysseus กล่าวว่า...

คนที่ไม่มีความฝันคือคนที่ตายไปแล้ว...
ผมจำไม่ได้ว่าของใคร... แต่น่าจะอธิบายความมีชีวิตชีวาของพี่ได้ดี :-)

Too Optimistic กล่าวว่า...

ตอนเด็กๆอยากเป็นคนเก็บค่าทางด่วน แต่ตอนนี้ รู้แล้ว ว่าถ้าเป็นจริงๆคงเบื่อมากกกก

แล้วเรื่องงานหนังสือไม่เขียนล่ะพี่

pan กล่าวว่า...

ผมว่าภารกิจหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของมนุษย์นั่นก็คือไล่ตามความฝัน แม้ว่าความฝันนั้นของเราในสายตาคนอื่นจะเป็นเรื่องจิ๊ดริดเล็กจ้อยหรือน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าเราฝันมันจริงเราก็ควรไล่ตาม
...ความผมชอบความรู้สึกนั้นครับ ความรู้สึกที่ว่ากำลังเดินไปตามหาฝันของตัวเอง ความคือรู้สึกที่ทำให้กระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อยในวันที่อ่อนล้า เหนื่อยหน่ายกับเรื่องราวต่างๆ มากมายในโลก

...ขอให้ทุกคนอย่าละทิ้งความฝันนะครับ