วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ทางไปคาร์เนกี้ฮอลล์

วันนึงผมเดินหลงทางในนิวยอร์ค ก็เลยไปถามคนที่เดินผ่านมาว่า “เฮ้ ผมจะไปคาร์เนกี้ฮอลล์ได้อย่างไร” เค้าก็ตอบผมมาว่า "คุณก็ต้องซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม"

หลาย ๆ คนคงพอจำโฆษณาชิ้นหนึ่งของเหล้าแสงโสมได้ที่มีคุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรรุ่นใหม่ระดับโลกชาวไทยที่มีประโยคทองว่า จะไปคาร์เนกี้ฮอลล์ ก็ต้องซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม

คุณบัณฑิต อึ้งรังษี เป็นคนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เขาเป็นวาทยกรหรือคอนดักเตอร์รุ่นใหม่ที่สำคัญคนหนึ่งของโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยได้ตะเวนกำกับวงออร์เคสตร้ามาทั่วโลกมากกว่า 400 คอนเสิร์ต และได้รับรางวัลการแข่งขันวาทยกรระดับนานาชาติหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, ฮังการี และที่สำคัญที่สุดคือที่คาร์เนกี้ฮอลล์ (Carnegie Hall) ในการแข่งขัน Maazel-Vilar International Conducting Competition ซึ่งถือเป็นการแข่งขันวาทยกรที่สำคัญที่สุดในโลก ในการแข่งขันครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 362 คนทั่วโลก

หลังการแข่งขันที่คาร์เนกี้ฮอลล์ เขาได้รับเชิญไปกำกับวงออร์เคสตร้าสำคัญ ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น New York Philharmonic Orchestra, Los Angeles Philharmonic Orchestra รวมถึงอีกหลาย ๆ วงในสเปน, ตุรกี, เกาหลี, ออสเตรีย, รัสเซีย, อิตาลี, ออสเตรลีย, ฮังการี, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สาธารณรัฐเชค, ไทย, โปรตุเกส และทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังคณะนักร้องประสานเสียงชื่อดังของโลกอย่าง Mormon Tabernacle Choir

บัณฑิตเคยทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำของโลกมากมาย และได้รับการกล่าวขวัญถึงในหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนชั้นนำทั่วโลก

ถ้าอยากอ่านประวัติและเคล็ดลับความสำเร็จของคุณบัณฑิต ผมขอแนะนำให้ไปอ่านหนังสือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” ซึ่งคุณบัณฑิตเขียนเอง (บัณฑิต อึ้งรังษี, ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้, กรุงเทพฯ: มติชน, 2549.)

จริง ๆ แล้วหนังสือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เป็นหนังสือเคล็ดลับความสำเร็จในลักษณะเดียวกับหนังสือฮาว - ทูที่เป็นที่นิยมมากในท้องตลาดหนังสือไทยในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งปกติผมแทบไม่เคยอ่านหนังสือฮาว - ทูเลยเพราะผมไม่นิยมการอ่านหนังสือที่บอกเคล็ดลับและขั้นตอนการไปสู่ความสำเร็จเป็นขั้น ๆ แต่ชอบการอ่านหนังสือประวัติชีวิตแบบเชิงบรรยายมากกว่า เพราะมันมีบริบทที่หนังสือฮาว – ทูมักมองข้ามไป จึงอาจจะกล่าวได้ว่า “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เป็นหนังสือฮาว – ทูเล่มแรก ๆ ในชีวิตที่ผมอ่าน โดยเฉพาะผมชอบชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า “Conduct Your Dreams”

เท่าที่ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ ผมพบคุณสมบัติสองประการที่สำคัญของคุณบัณฑิตที่ผมอยากจะเลียนแบบและคิดว่าเลียนแบบได้ง่ายที่สุด คือ เขาเป็นคนมีความฝัน และเขาเป็นนักอ่านตัวยง

คุณบัณฑิตแนะนำว่า “มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิดเท่านั้น” หรือ “As a Man Thinks, He is” กล่าวคือ มนุษย์ต้องมีความฝัน แต่ความฝันอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องทำให้ฝันเป็นจริงด้วย เขาบอกว่า เราไม่ควรดูถูกตัวเองด้วยการมองว่าเราทำไม่ได้ หรือตั้งความฝันไว้ต่ำ ๆ แต่เราต้องคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก เพียงแต่ว่าเราจะต้องวางแผนเพื่อให้บรรลุซึ่งความฝันด้วย ซึ่งคุณบัณฑิตแนะนำว่าการไปถึงซึ่งความฝันนั้น เราจะต้องรู้จัก Divide and Conquer คือเราจะต้องค่อย ๆ บรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ ทีละนิด ๆ เราถึงจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาได้ เป้าหมายหรือความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อวางแผนแบ่งย่อยเป็นงานเล็ก ๆ ที่สามารถทำให้สำเร็จได้ทุกวันก็จะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นทุกวันได้

นอกจากนี้ ความฝันที่ตั้งใว้จะต้องตั้งไว้ให้ชัดเจนแล้วเขียนมันออกมา บรูซ ลี ตั้งเป้าว่าภายในปี 1980 จะต้องเป็นดาราเอเชียที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาและมีเงิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งเขาก็สามารถไปถึงฝั่งฝันได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ จิม แครี่ อดีตตลกตกอับเขียนเช็คให้ตัวเอง 10 ล้านเหรียญและลงวันที่ไปขึ้นเงินในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งห้าปีต่อมา (ในปี 1995) เขามีค่าตัวสูงถึง 20 ล้านเหรียญซึ่งมากกว่าเช็คที่เขาเขียนให้ตัวเอง จากความสำเร็จของ Ace Ventura: The Pet Detective, The Mask และ Dumb and Dumber

คุณบัณฑิตชี้ว่า มนุษย์มักจะคิดนำหน้าไปก่อน และเมื่อคิดอย่างไรก็จะเป็นไปอย่างนั้น ถ้ามองว่าตัวเองทำไม่ได้แน่นอน ความตั้งใจและแรงกระตุ้นก็จะต่ำ แต่เมื่อตั้งความฝันไว้ชัดเจนและวางแผนอย่างเป็นระบบก็จะทำให้เกิดเป็นแรงฉุดคอยผลักดันให้ไปถึงฝั่งฝันได้

ซึ่งเบื้องหลังและเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จอย่างหนึ่งของคุณบัณฑิตก็คือ เขาเป็นหนอนหนังสือ เขาเล่าว่าเขาชอบอ่านหนังสือ 4 ประเภท คือ หนังสือทางด้านดนตรีและวาทยกรซึ่งเกี่ยวกับงานโดยตรง, หนังสือปรัชญาแห่งความสำเร็จ, ประวัติชีวิตบุคคลสำคัญ และวรรณกรรมและบทละคร

สามประเภทแรกเป็นหนังสือที่ช่วยในการพัฒนาความรู้และพัฒนาตัวเอง แต่หนังสือประเภทที่สี่ทำให้เกิดสุนทรียะและทำให้เข้าใจการทำงานได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะวรรณกรรมและบทละครล้วนเกี่ยวข้องการบรรลุซึ่งจิตใจภายในของคน

การอ่านทำให้คุณบัณฑิตมีพื้นฐานทางความคิดและข้อมูลที่เหนือกว่าคนอื่นในสายงานเดียวกัน โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารหมุนเวียนและส่งผ่านกันอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นและเท่าเทียมกันมากขึ้นจึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะขยันอ่านมากกว่ากันและเลือกข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมได้ดีกว่ากัน ที่สำคัญ การอ่านก็เหมือนกับการเรียนรู้ประสบการณ์ของคนอื่นทางลัดและทำให้เราไม่ต้องมาลองผิดลองถูกกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราจะได้เจอแต่เป็นประสบการณ์ที่คนอื่นเคยผ่านมาแล้ว เราก็สามารถทุ่มเทให้กับประสบการณ์ใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อนแทน

ถ้าอ่านประวัติของคุณบัณฑิตอย่างละเอียดจริง ๆ จะพบว่า การไปสู่ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากโชคเลย เขาทำงานอย่างหนักหน่วง ทำการบ้านมาอย่างดี ทุก ๆ ครั้งที่เขาต้องแข่งขันหรือต้องแสดงเขาจะต้องวางแผนมาอย่างรอบคอบและศึกษาข้อมูลเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ทาง และซ้อมให้มากครั้งเท่าที่จะมากได้

เส้นทางสู่คาร์เนกี้ฮอลล์ของหลาย ๆ คนจะสั้น, แคบ, ยาว, กว้าง หรือลัดมากน้อยเพียงไร ก็ขึ้นกับว่าปัจจัยพื้นฐานประกอบกับการวางแผนอย่างรอบคอบและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนมีมากน้อยเพียงใด

ผมตั้งความฝันไว้แล้วโดยเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่และผมก็พยายามจะทำให้พื้นฐานผมดีมากพอที่จะรองรับความฝันนั้น แต่การบรรลุซึ่งความฝันนั้น ผมก็กำลังค่อย ๆ คลำทางไปสู่คาร์เนกี้ฮอลล์ มันอาจจะลัดบ้าง, สั้นบ้าง, ยาวบ้าง และบางครั้งก็แวะนั่งร้านกาแฟข้างทาง, หลบมุมคุยกับเพื่อนบ้าง และนั่งหลบแดดจ้าบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยลืมความฝันเหล่านั้นเลยแม้วินาทีเดียว

๔ ความคิดเห็น:

เด็กโง่ กล่าวว่า...

เอาเวลาที่ไหนมาเขียนคับ

ป๋มเองยังไม่มีเวลาอ่านงานของพี่เลย

ว่าแต่...บริบทที่หนังสือฮาว-ทูมักข้ามไป มันคืออะไรคับ

supranee กล่าวว่า...

ขอแสดงความเห็นด้วยคนนะจ้ะ พี่คิดว่าจินตนาการ+วิถีชีวิตการงานครอบครัวตนเอง+ทักษะที่เคียวกรำฝึกฝนอย่างถูกต้อง =คุณค่าของชีวิตที่เกิดมาเป็นคน แต่คนเราส่วนใหญ่มักมีข้ออ้างสารพัดที่จะละเลยเพิกเฉยและเลิอกทำแต่สิ่งที่สะดวกง่ายดาย ใช้ชีวิตแบบไร้จุดมุ่งหมายและไร้ปัญญา เป็นชีวิตที่มีแต่เทคนิคที่ทำอย่างไรให้รวย สวย เก่งไปตามกระแสสังคม เทคนิคที่ไม่ใช่ปัญญา สังคมมันเลยว่างเปล่าและเป็นเพียงผ้ดูจำนวนมาก

ikke กล่าวว่า...

หนังสือประวัติชีวิตบุคคลสำคัญจะบรรยายเรื่องราวนับจากเกิดไปเรื่อยจนกระทั่งประสบความสำเร็จ นั่นคือเราจะเข้าใจถึงบริบททุกอย่างรอบตัวคน ๆ นั้นซึ่งล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อความสำเร็จทั้งสิ้น ถ้าหนังสือฮาวทูจะสามารถบอกขั้นตอนไปสู่ความสำเร็จได้ หนังสือฮาวทูจะต้องหนามั่ก ๆ เพราะจะต้องพูดถึงบริบทที่หลากหลายของแต่คนที่ต่างกันเพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิตเดียวกัน แต่หนังสือฮาวทูจริง ๆ สามารถบอกได้แค่เพียงเสี้ยวชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น คนที่ประสบความสำเร็จจากการอ่านหนังสือฮาวทูได้จึงไม่ได้มีมากมายเกลื่อนเมืองเพราะสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมความเป็นคนของแต่ละคนขึ้นมาต่างกันนั่นเอง

Too Optimistic กล่าวว่า...

งานหนังสือปีที่แล้ว คุณบัณฑิตไปแจกลายเซ็นที่มติชน ซุ้มอยู่ติดกับที่ อ้อฟ เอเอฟ2 มาแจกลายเซ็น ประกฎว่า ไม่มีใครสนใจคุณบัณฑิตเลย พี่ชัยน่าจะไปเป็นหน้าม้านะ
....

ไม่เกี่ยวกะบล้อก แต่อยากเล่า