วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

ออกวิ่ง

หลังจากงอแงมานานพอสมควร ผมก็ตัดสินไปวิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงานสำเร็จจนได้ตามน้องที่ทำงานคนหนึ่งที่วิ่งออกกำลังกายอยู่เป็นประจำมาพักใหญ่แล้ว

ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่นั้นตั้งอยู่ที่หัวมุมถนนสีลมตัดกับพระรามสี่ ในเขตพื้นที่ของโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งตรงข้ามดุสิตธานีฝั่งถนนพระรามสี่ก็คือสวนลุมพินีนั่นเอง นั่นหมายความว่าผมมีสถานที่ที่เหมาะสมกับการวิ่งออกกำลังกายอยู่ใกล้ตัวมานานมากแล้ว

ผมวิ่งมาได้สองวันแล้ว คือวันจันทร์และวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา

การวิ่งในวันแรกผมวิ่งได้หนึ่งรอบสวนลุมฯ โดยกว่าจะครบรอบก็เหนื่อยแทบขาดใจ เหตุผลหนึ่งคือผมไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือผมยังไม่รู้จังหวะการวิ่งที่เหมาะสม โดยน้องที่วิ่งด้วยนั้นวิจารณ์ว่าผมวิ่งเร็วเกินไป ซึ่งผลก็คือจะทำให้วิ่งได้ระยะเวลาและระยะทางไม่มากนักเพราะจะเหนื่อยเร็วมาก อย่างไรก็ตาม ในวันที่สองผมวิ่งช้าลงโดยให้น้องเค้าวิ่งเป็นต้นแบบเพื่อจับจังหวะที่เหมาะสมเนื่องจากน้องเค้าวิ่งมานานและรู้จังหวะที่จะทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก แต่ผมก็ยังคงวิ่งได้รอบเดียวเหมือนเดิม แต่คราวนี้เหนื่อยน้อยลงมาก แต่สภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยจากความล้าของกล้ามเนื้อขาในการวิ่งวันแรก อย่างไรก็ดี จังหวะการหายใจของผมดีขึ้น สภาพร่างกายทุกส่วนพร้อมจะวิ่งมากขึ้น แต่สภาพของขาไม่ไหวเอาเสียแล้ว

ผมเข้าใจเอาเองว่า การวิ่งก็เหมือนการใช้ชีวิต ในช่วงออกวิ่งวันแรก ๆ ผมไม่รู้จักจังหวะก็เหมือนเด็กหรือวัยรุ่นที่เพิ่งก้าวออกจากบ้านสู่โลกกว้าง โลกของโรงเรียน โลกของเด็กแถวบ้าน ไปจนถึงโลกของสังคมรอบตัว เด็กและวัยรุ่นยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรดี พวกเขาควรจะมีปฏิสัมพันธ์ในทางไหนกับสังคมรอบข้างของเขา บางครั้งพวกเขาอาจจะหุนหันพลันแล่น ชนทุกเรื่องที่ขวางหน้า ซึ่งอาจจะส่งผลร้ายหรือถ้าโชคดีพวกเขาก็อาจจะก้าวไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่งของชีวิตได้เร็วกว่าคนอื่น ก็เหมือนที่ผมตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปอย่างเร็วโดยที่ยังไม่รู้สภาพร่างกายที่แท้จริงของตนว่าจะสามารถรับกับความเร็วระดับนี้ได้หรือไม่ แม้จะสามารถวิ่งไปถึงจุดหมายเดียวกันได้ แต่ผมก็ต้องใช้เวลาในการปรับสภาพร่างกายให้เป็นปกติอีกนานพอควร เพราะจนถึงตอนนี้ร่างกายก็ยังไม่ปกติดี

ก็เหมือนวัยรุ่นที่ลองผิดลองถูก ยังไม่รู้จังหวะชีวิตที่แน่นอน พวกเขาอาจจะต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่เลวร้ายซึ่งบางครั้งพวกเขาอาจจะไม่สามารถรับมือกับมันได้และอาจจะส่งผลรุนแรงที่พวกเขาอาจจะไม่สามารถกลับมายืนอยู่จุดเดิมได้เลยก็ได้ แต่อีกนัยหนึ่ง นี่เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่พวกเขาอาจจะไม่สามารถหาได้ในชีวิตพวกเขาเลยก็ได้ ประสบการณ์ที่พวกเขาอาจจะไม่สามารถสร้างขึ้นได้เมื่อพวกเขาเลยวัยนี้ไปแล้ว แต่พวกเขาก็อาจจะพลาดอีกหลาย ๆ สิ่งจากการออกวิ่งอย่างรวดเร็วนั้นก็ได้

แต่เมื่อผมวิ่งช้าลงหลังจากเรียนรู้จากการวิ่งในครั้งแรก ก็เหมือนผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เข้าใจจังหวะชีวิตที่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะเป็นไปด้วยดีได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คงเป็นการกล่าวเกินจริงไปที่ผมจะกลายเป็นผู้ใหญ่จากการวิ่งเพียงสองครั้ง จริง ๆ แล้วผมกำลังเรียนรู้เพื่อก้าวพ้นจากการเป็นวัยรุ่นหรือคนทำงานปีแรก ๆ เพื่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์เชี่ยวกรากในอนาคต

ในการวิ่งครั้งที่สองนั้น แม้น้องเค้าจะวิ่งนำให้ผมได้เรียนรู้จังหวะและความเร็วที่น่าจะเหมาะสมขึ้นจากประสบการณ์ที่น้องเค้าได้เรียนรู้มาตลอด แต่ผมก็ยังไม่สามารถจับจังหวะได้ทันที บางครั้งผมก็วิ่งเร็ว บางครั้งผมก็วิ่งช้าลง แต่ก็ยังหาจังหวะที่แน่นอนไม่ได้

ในการวิ่งนั้นต้องมีสมาธิ ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตที่ต้องมีสติ เพียงบางแว่บของการวิ่งที่ผมหันไปสนใจสิ่งรอบข้าง, ผู้คนรอบตัว และแสงแดดสุดท้ายของวัน มันก็ทำให้จังหวะการวิ่งของผมเป๋ไป พอเร็วขึ้นผมก็พยายามลดความเร็วลง ในขณะที่น้องที่วิ่งด้วยกันยังคงจังหวะการวิ่งที่ค่อนข้างสม่ำเสมออยู่ได้ ในการวิ่งนั้นสมาธิจะเป็นตัวควบคุมให้จังหวะการวิ่ง, จังหวะการผ่อนลมหายใจออกและสูดลมหายใจเข้า และจังหวะการก้าวเท้าและเคลื่อนไหวมือสอดคล้องกัน ในการใช้ชีวิตนั้น การควบคุมจังหวะการเลือกเส้นทางชีวิต, การตัดสินใจในการเลือกคณะในมหาวิทยาลัย รวมถึงไปถึงการตัดสินเลือกคู่ครอง จะทำให้เราไปถึงจุดหมายในชีวิตที่เหมาะสมได้

บางครั้งจังหวะทุกอย่างมันก็มาเป็นแพ็กเกจโดยไม่ต้องเลือกสรรมากมายเพราะแพ็กเกจมักจะลงตัวและสอดคล้องดีอยู่แล้ว แต่บางครั้งเราก็ต้องไปเดินทางค้นหาว่าจริง ๆ แล้วเราชอบอะไร จังหวะที่น้องเค้าวิ่งก็เหมาะกับสภาพร่างกายของน้องคนนั้น แต่มันไม่ใช่จังหวะชีวิตของผม ผมอาจจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่อค้นหาว่าจังหวะการวิ่งที่ดีที่สุดคือจังหวะไหน เหมือนกับที่ผมยังค้นหาว่าจังหวะชีวิตของผมควรจะเป็นอย่างไร บางครั้งผมอาจจะยอมวิ่งเร็วขึ้นเพื่อเรียนรู้ว่าจังหวะนั้นอาจจะดีกว่าจังหวะที่ผมคิดว่าลงตัวดีแล้วก็ตาม จังหวะการวิ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป มันขึ้นกับว่าสถานการณ์ ณ เวลานั้นเป็นอย่าง เมื่อวิ่งขึ้นสะพาน ผมก็ต้องเร่งจังหวะการวิ่งให้เร็วขึ้นเพื่อทำให้สามารถเร่งร่างกายให้วิ่งพ้นสะพานที่สูงชันได้ แต่เมื่อวิ่งมาเจอกับทางลาดลงผมก็ต้องฝืนจังหวะวิ่งให้ช้าลง ควบคุมร่างกายไม่ให้เอนไปตามเส้นทาง และอาจจะต้องใช้แรงมากขึ้นเพื่อควบคุมร่างกายไม่ให้ล้มคว่ำลงไป เมื่อผมวิ่งไปอีกพักหนึ่งผมอาจจะต้องปรับจังหวะการวิ่งใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้น และอายุที่เริ่มมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อผมวิ่งช้าลง อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือความงามรอบข้างทางวิ่ง การวิ่งมุทะลุไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้เราไปถึงจุดหมายเร็วขึ้น แต่เราจะไม่เห็นความงามที่เกิดขึ้นตลอดทาง เราอาจจะพลาดอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตไปจากการเร่งรีบใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลือง แต่เมื่อเราปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลง เก็บดอกไม้ริมทางบ้าง แวะพูดคุยกับผู้คนบนเส้นทางเดียวกันบ้าง หรืออาจจะนั่งมองดูสาว ๆ ตีแบตมินตันหรือเต้นแอโรบิคบ้าง การวิ่งและการใช้ชีวิตก็จะสวยงามขึ้น คำกล่าวของมาร์คิอาเวลลี (Machiavelli) ที่ว่า The End justifies the means หรือ “แมวสีอะไรก็ได้ขอให้จับหนูได้” ของเติ้ง เสี่ยว ผิง อาจจะเหมาะกับจังหวะชีวิตช่วงหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ตลอดชีวิตเป็นแน่

ผมได้อะไรจากการวิ่งสองวันนี้มาก และคิดว่าคงจะได้อีกมากมายในการวิ่งครั้งต่อ ๆ ไป

เสียอย่างเดียว เหนื่อยว่ะ

๕ ความคิดเห็น:

Odysseus กล่าวว่า...
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
Odysseus กล่าวว่า...

น้องฝากผมมาบอกพี่ว่า
พี่เจออะไรเยอะจังเลยครับ เค้าวิ่งมาตั้งนานจำได้แต่ "แม่บ้าน" คนหนึ่ง ;-)

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

รู้สึกตัวเองเป็น ฟอเรสกัมป์ มั้ยล่ะจ้ะ ...Too Optimistic

p'nat กล่าวว่า...

ชอบคำว่า จังหวะชีวิต เพราะตัวเองเอามาใช้พูดบ่อยๆ

จังหวะของใครก็ของใคร จะเร็วจะช้า จะหันซ้ายขวาก็ของใครของมัน

พี่เคยไปว่งอย่างนั้นนานมากแล้ว (กะแฟนเก่า) ไม่ค่อยชอบวิ่งแต่ชอบไปถีบเรือ (แฟนถีบ) สนุกดีใกล้น้ำ


อายุเริ่มมากออกกำลังกายหน่ะดีแล้ว จะได้ไม่เหมือนเด็กเรียน สู้ต่อไปนะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ปอเอง

ยังหาจังหวะชีวิตไม่เจอ สงสัยต้องไปวิ่งด้วยซะแร้ววว