<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887</id><updated>2012-01-26T06:59:15.650+07:00</updated><category term='in trend'/><category term='Nostalgia for good old days'/><category term='東京 = โตเกียว'/><category term='Bloomsbury Group'/><category term='ITonomics'/><category term='Bookworm'/><category term='บุฟเฟ่ต์เช้า'/><category term='Chiangmai'/><category term='Lives and Love'/><category term='Economics'/><category term='Films'/><category term='Politics'/><title type='text'>Butterfly by ikke</title><subtitle type='html'>nostalgia for good old days</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>32</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5650464123597603435</id><published>2009-03-31T00:13:00.003+07:00</published><updated>2009-03-31T00:25:31.631+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><title type='text'>ว่าด้วยตลาดหนังสือลาว</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdD_laDuRJI/AAAAAAAAAJE/lnpy5W7ueCE/s1600-h/BookWorm+31-3-09+Pic1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5319032178039735442" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 238px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdD_laDuRJI/AAAAAAAAAJE/lnpy5W7ueCE/s320/BookWorm+31-3-09+Pic1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวหลวงพระบางและเวียงจันทร์แบบรู้ตัวแค่ 2 – 3 วันก่อนวันเดินทาง ผมตัดสินใจไปเที่ยวทันทีที่มีน้องคนหนึ่งชวนผมไป เหตุผลลึก ๆ ที่ช่วยให้ผมตัดสินใจอย่างไม่รีรอคือ ลาวเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมอยากไปเห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์ และอีกหลาย ๆ ประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมติดตามความเป็นไปของประเทศลาวผ่านหน้าหนังสือ, ภาพยนตร์, เพลง หรือสื่ออื่น ๆ อีกมากมาย แต่นั่นเป็นเสียงสะท้อนจากภายนอก ผมอยากรู้จริง ๆ ว่า คนลาวมองประเทศของพวกเขาอย่างไรบ้าง ผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ ผมจึงตัดสินใจไปเที่ยวเพื่อหวังจะได้ไปซื้อหาหนังสือโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์และนิตยสารของคนลาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อไปถึง ผมพยายามมองหาร้านหนังสือพิมพ์และร้านหนังสือตามท้องถนน โดยเฉพาะในเมืองที่เจริญสุดขีดของลาวอย่าง เวียงจันทร์และหลวงพระบาง แต่ผมกลับไม่เจอร้านหนังสือเลย สุดท้าย ผมไปได้หนังสือแนวประวัติศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ที่เวียงจันทร์มาแทน ซึ่งหนังสือเหล่านั้นมีราคาแพงมาก แพงในระดับที่ผมต้องตั้งคำถามว่า หรือหนังสือเป็นของหายากที่นั่น และหนังสือเหล่านั้นก็เป็นภาพสะท้อนที่มีต่อลาวในยุคสมัยเก่า ไม่ได้พูดถึงแม่หญิงลาวในปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่สามารถตอบคำถามที่ผมสงสัยได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผมก็ตัดสินใจซื้อมา เพราะมั่นใจว่า ผมคงจะไปหาหนังสือเหล่านี้ที่เมืองไทยหรือบนอเมซอนดอทคอมไม่ได้แน่นอน แม้แต่นิตยสารสองสามเล่มของลาวที่ผมอ่านเจอในสื่อของไทยเขียนถึงนั้น เมื่อไปถึงลาว หนังสือเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าไปซ่อนอยู่แห่งหนตำบลใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงกลับบ้านพร้อมกับหนังสือประวัติศาสตร์ลาวสองสามเล่มติดมือมา พร้อมกับคำถามที่คาใจว่า คนลาวไม่อ่านหนังสือกันเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มีนาคม 2552) ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ฮุ่งอะลุน แดนวิไล” ซึ่งเป็นนามปากกาของ “โอทอง อินคำซู” เจ้าของรางวัลซีไรต์ปี 2008 จากประเทศลาว โดยได้รับจากผลงานรวมเรื่องสั้นชุด “ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” บทสัมภาษณ์ของเขาทำให้คำถามที่คาใจหลาย ๆ คำถามจางหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รางวัลซีไรต์นี้ ทุกปีจะแจกให้กับนักเขียนของประเทศในกลุ่มอาเซียนจำนวน 10 คนจาก 10 ประเทศในกลุ่ม ซึ่งของไทยเรา ปีนี้รางวัลเป็นของรวมเรื่องสั้นชุด “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” ของ วัชระ สัจจะสารสิน เล่มนี้ผมอ่านแล้ว เขียนดีมากจริง ๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdD_yAurGwI/AAAAAAAAAJM/WFNxx-wAwYE/s1600-h/BookWorm+31-3-09+Pic2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่บทสัมภาษณ์ ฮุ่งอะลุน บอกผมว่า เขาทำงานเป็นบรรณาธิการ “วารสารวรรณศิลป์” ของกระทรวงวัฒนธรรมของลาว ซึ่งเป็นวารสารที่พูดถึงวัฒนธรรมในรูปสารคดี โดยมีเรื่องสั้น และกาพย์กลอนปนอยู่ด้วย นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังพิมพ์หนังสือด้วย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่เนื่องจากรัฐบาลลาวมีกฎหมายเกี่ยวกับการผลิตนิตยสาร โดยนิตยสารในประเทศลาวทั้งหมดเป็นของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม กำลังจะมีกฎหมายใหม่ที่เปิดโอกาสให้เอกชนสามารถทำนิตยสารได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นข่าวดีของผม และช่วยตอบข้อสงสัยของผมว่า จริง ๆ แล้ว ประเทศลาวมีนิตยสารบ้างเหมือนกัน และมีแน่นอน เพียงแต่ว่า ผมหามันไม่เจอเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ฮุ่งอะลุน ยังบอกว่า มีองค์กรต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในลาวพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กออกมาด้วย โดยหนังสือสำหรับเด็กปัจจุบันขายดีกว่าหนังสือทั่วไป เพราะเยาวชนลาวกำลังตื่นตัวเรื่องการอ่านมาก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdEAHqzziVI/AAAAAAAAAJU/DetpoaRpX6Q/s1600-h/BookWorm+31-3-09+Pic2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5319032766651926866" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 230px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdEAHqzziVI/AAAAAAAAAJU/DetpoaRpX6Q/s320/BookWorm+31-3-09+Pic2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ฮุ่งอะลุน ยังบอกอีกว่า ตัวเลขการอ่านหนังสือของเด็กลาวเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเด็ก ๆ จะอ่านนิทาน เรื่องสั้น ยกตัวอย่างเช่น “กอไผ่พูดได้” ก็เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ชนะการประกวดและถูกตีพิมพ์จำหน่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากหนังสือที่ลาวตีพิมพ์เองแล้ว ยังมีการส่งเสริมการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดด้วย ซึ่งก็เป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เด็กลาวได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ผ่านตัวหนังสือจากต่างประเทศด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ทางการจะห้ามเอกชนพิมพ์หนังสือขาย แต่ก็อนุญาตให้บุคคลสามารถพิมพ์หนังสือได้ โดยต้องผ่านการตรวจสอบของรัฐบาล และสำนักพิมพ์ของรัฐบาลจะเป็นผู้พิมพ์เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮุ่งอะลุน ยังบอกว่า ปัจจุบันเด็ก ๆ ชาวลาวก็อ่านหนังสือการ์ตูนเหมือนกัน แต่จะอ่านที่เป็นภาษาไทยมากกว่า เพราะยังไม่มีคนมาลงทุนแปลเป็นภาษาลาวอย่างจริงจัง สำหรับภาษาไทยนี้ คนลาวโดยเฉพาะคนลาวรุ่นใหม่ ๆ จะฟังพูดได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ สำหรับภาษาไทยก็มีตัวอักษรไม่ต่างจากภาษาลาวเท่าไรนัก เพราะผมเองก็พอจะอ่านหนังสือภาษาลาวได้ โดยจับใจความได้เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หนังสือการ์ตูนภาษาไทยในประเทศลาวจึงมีการนำไปขายค่อนข้างมากเช่นกัน แต่ผมก็หาร้านหนังสือการ์ตูนนี้ไม่เจอเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อปีกลาย น้องคนที่ชวนไปเที่ยวลาวก็มาเล่าถึงโดราเอมอนเวอร์ชั่นภาษาลาวที่เขาไปเจอในงานสัปดาห์หนังสือมา นี่ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกให้รู้ว่า โดราเอมอนกำลังจะไปอยู่ในหัวใจของเด็กลาวทุก ๆ คน และอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า หนุ่มสาวชาวลาวก็จะมานั่งนึกย้อนอดีตวัยเยาว์กับความฝันที่จะได้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยไทม์แมชชีนและคอปเตอร์ไม้ไผ่เหมือนผมในทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามองถึงตลาดหนังสือลาวในประเทศไทยเอง ก็จะเห็นหนังสือของคนลาวตีพิมพ์อยู่เนือง ๆ อย่างหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “ซิ่นไหมผืนเก่า ๆ” ของ ฮุ่งอะลุน นี้ก็จัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ในประเทศไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ก็จะมีหนังสือเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวลาวโดยเฉพาะเมืองเวียงจันทร์, หลวงพระบาง, ลาวใต้ และที่กำลังมาแรงคือ วังเวียง วางขายในท้องตลาดมากขึ้น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮุ่งอะลุน ยังบอกว่า การเป็นนักเขียนในประเทศลาวก็ไส้แห้งเหมือนในประเทศไทย แต่ปัจจุบันถ้าสังเกตกันดี ๆ ประเทศไทยเริ่มมีนักเขียนอาชีพ (แต่เป็นนักเขียนมืออาชีพหรือไม่ ไม่มีความเห็นครับ) มากขึ้นเรื่อย ๆ นักเขียนอาชีพในที่นี้หมายถึง การหาเลี้ยงชีพโดยการเขียนหนังสือเป็นหลัก ซึ่งสำหรับประเทศลาวนั้น ยังเป็นเรื่องยากอยู่ ถ้านักเขียนคนนั้นอยากเลี้ยงลูกเมีย พวกเขาต้องมีอาชีพหลักที่ไม่ใช่อาชีพนักเขียน เช่น อาจจะเป็นข้าราชการ, นักธุรกิจ, แพทย์ หรือ นักบิน การเขียนหนังสือจึงเป็นช่องทางในการระบายอารมณ์ความรู้สึก ที่อาจจะไม่สามารถพูดหรือสื่อออกมาได้โดยตรง แต่ทำได้อ้อม ๆ ผ่านการเขียนหนังสือ หรืออาจจะมองอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อท้องเริ่มอิ่ม เราก็เริ่มมองหาสิทธิ์พื้นฐานส่วนบุคคลหลาย ๆ อย่างที่เราขาดไป เหมือนอย่างคนในกลุ่มอาชีพที่มีความมั่นคงในชีวิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักธุรกิจ หรือแม้แต่ข้าราชการเอง เมื่อถึงจุดหนึ่งก็กลับมาเขียนหนังสือ และเรียกร้องสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านวิเศษ แสวงศึกษา ซีไรต์ชาวลาวปี 2545 ก็เคยบอกว่า “ข้าพเจ้ามีอยู่ 2 อาชีพ อาชีพหนึ่งที่ข้าพเจ้ารักคือ การขีดการเขียน แต่ว่าอาชีพที่สองคืออาชีพที่คนอื่นบังคับให้ทำ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองเคยคิดว่า เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เคยพูดวลีที่ว่า “แมวสีอะไรก็ได้ขอให้จับหนูได้” นั้น เขาอาจจะเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง แต่เขาอาจจะคิดว่า เสรีภาพควรจะเกิดขึ้นกับคนที่อิ่มท้องแล้วเพราะเป็นเสรีภาพที่มีเหตุมีผล เขาเลยคงระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไว้ และเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวก่อน เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มตัว ประชาชนเริ่มอิ่มท้อง ความคิดเรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ส่วนบุคคลหลาย ๆ อย่างก็จะกลับมา และจะเป็นการเรียกร้องอย่างเข้าใจผ่านการเรียนรู้เศรษฐกิจเสรีแล้วนั่นเอง เพียงแต่ว่า เหล่าผู้กุมอำนาจในรัฐบาลจีนจะใจกว้างพอที่จะคืนอำนาจเหล่านั้นให้กับประชาชนได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไป คนลาวก็บ้าหนังสือรางวัลซีไรต์เหมือนคนไทย เพราะ ฮุ่งอะลุน บอกว่ายอดขายของหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์จะอยู่ในระดับแถวหน้า รางวัลซีไรต์จึงอาจจะเป็นใบเบิกทางและเป็นการเปิดโลกการอ่านให้กับคนลาวทั้งประเทศอย่างมีนัยสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;พูดถึงตลาดหนังสือของประเทศลาวแล้ว ก็ทำให้ผมนึกถึงตลาดหนังสือไทยสมัยก่อน ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ต่างจากตลาดหนังสือของลาวเท่าไรนัก รอเพียงสังคมพร้อมจะเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่าง สังคมอุดมปัญญาก็คงเกิดขึ้นในสังคมลาวอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานนับจากนี้&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ป.ล. ขอขอบคุณ บทสัมภาษณ์ “ฮุ่งอะลุน แดนวิไล ข้ามโขงมาเล่าเรื่อง... ซีไรต์ลาว 2008” ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2552 หน้า 17 – 18&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5650464123597603435?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5650464123597603435/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5650464123597603435' title='18 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5650464123597603435'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5650464123597603435'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='ว่าด้วยตลาดหนังสือลาว'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SdD_laDuRJI/AAAAAAAAAJE/lnpy5W7ueCE/s72-c/BookWorm+31-3-09+Pic1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>18</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-3941429418855477129</id><published>2009-02-13T08:25:00.004+07:00</published><updated>2009-02-13T08:33:01.437+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='in trend'/><title type='text'>before valentine</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SZTNCka6XuI/AAAAAAAAAI8/6EyRU-BBpBo/s1600-h/Rose.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5302088105341902562" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SZTNCka6XuI/AAAAAAAAAI8/6EyRU-BBpBo/s320/Rose.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;div align="justify"&gt;ก่อนวันวาเลน์ไทน์ คุณทำอะไรกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนไปเตะบอล บ้างก็ไปดูหนัง ซื้อหนังสือ นักเศรษฐศาสตร์ก็มานั่งวิเคราะห์อุปสงค์อุปทานของดอกกุหลาบที่ปากคลองตลาด เพื่อนผู้หญิงบางคนที่คบกับแฟนมานานพอสมควรก็หาวิธีทำให้แฟนหนุ่มของตนเห็นความสำคัญของวันนี้และคิดจะส่งดอกกุหลาบให้เธอ เพื่อนบางคนที่แฟนไม่ให้ความสำคัญกับวันนี้ก็มานั่งบ่นน้อยใจ บางคนก็พูดไปเลยว่า จะมาให้ความสำคัญทำไมกับแค่วันวันเดียว คนเราจะรักกันก็ต้องรักกันทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันตามตรง ผมชอบวันวาเลนไทน์มาก เพราะเป็นวันที่ทำให้ผมสามารถให้ดอกไม้แฟนผมได้โดยมีข้ออ้างเรื่องวันวาเลนไทน์ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้ดอกไม้เธอทุกวัน ผมคิดว่า ผู้หญิงเกือบทุกคนชอบดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ชนิดไหนก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ช่วงเวลาก่อนวันวาเลนไทน์สำคัญพอ ๆ กับวันวาเลนไทน์ เพราะวันวาเลนไทน์เป็นวันอันเกิดจากผลของการคิด วางแผน เตรียมการ เพื่อจะทำให้วันวาเลนไทน์สำคัญและมีความหมายมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาเลนไทน์แรก ๆ ของแต่ละคน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า วาเลนไทน์แรกกับแฟนแต่ละคนจะสร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้เราได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการต้องมานั่งวิเคราะห์พฤติกรรมของแฟนเราว่า เค้าให้ความสำคัญกับวันนี้มากน้อยแค่ไหน เราจะต้องทำอะไรบ้างในวันนี้ พวกเราจะนั่งคิด วางแผน และเตรียมการจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาเลนไทน์ของผมนั้น โดยมากผมจะเลือกซื้อดอกกุหลาบจากร้านดอกไม้ใกล้ ๆ ที่ทำงาน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อดอกกุหลาบนั้น ผมนั่งคิดมาหลายวันว่า ผมควรจะซื้อดอกกุหลาบกี่ดอก สีอะไรดี ควรจัดเป็นช่อไหม หรือให้เดี่ยว ๆ ก้านควรยาวแค่ไหน จะให้เธอตอนไหน ควรซ่อนดอกไม้ไว้ข้างหลังก่อนไหม หรือฝากคนส่งดอกไม้ไปให้ดี อาจจะส่งทางไปรษณีย์ เอาไปให้ตอนเช้าก่อนเริ่มงาน หรือนัดมาทานข้าวตอนเย็นแล้วให้ระหว่างทานอาหารดี จะให้ด้วยท่าไหน ยื่นให้ พูดประโยคทองก่อนให้ คุกเข่าให้ หรือหลอกให้เธอไปห้องน้ำแล้วแอบวางไว้บนโต๊ะ พอเธอกลับมาก็จะเห็น เมื่อเธอเห็นแล้ว ผมควรจะพูดอะไรดี จะหัวเราะแก้เก้อ จะพูดโน่นนี่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าเธอน้ำตาคลอผมจะทำยังไง จะยื่นกระดาษให้หรือเป็นผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวดี ถ้าเป็นผ้าเช็ดหน้าก็จะต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้าเนื้อนุ่มที่จะไม่ทำให้เธอระคายเคืองบนใบหน้าไว้ล่วงหน้า ผมจะคุมสถานการณ์หลังจากดอกไม้ไปอยู่ในมือเธออย่างไรดี ถ้าเธอเอาแต่จ้องดอกไม้ไม่สบตาผมล่ะ ผมจะหาเรื่องอะไรมาทำให้เธอปลาบปลื้มในดอกไม้และตัวผมได้ในเวลาเดียวกัน ไปจนถึงเวลาที่ต้องไปส่งเธอที่บ้าน ผมจะจากลาด้วยประโยคไหนดีที่ทำให้เธอนั่งมองดอกไม้จนหลับไปในคืนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงวันวาเลนไทน์ ผมก็ต้องทำตามแผนที่วางไว้ทุกอย่าง แผนจะดำเนินไปอย่างเนิบ เรียบ ง่าย และมาตกม้าตายตอนจังหวะยื่นดอกไม้ทุกครั้งไป ผมยอมรับว่า ตอนที่ยื่นดอกไม้ให้เธอตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบันมือยังสั่น ไม่กล้ามองหน้า พูดโน่นนี่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งเป็นไม่มองดอกไม้ และแอบชำเลืองดูว่าเธอจับดอกไม้ในลักษณะไหน ปลื้มใจกับมันมากไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ผมจะเริ่มต้นวาเลนไทน์แบบวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างวางแผน ควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งปัจจัยภายในและภายนอก แต่สุดท้ายแล้ว อารมณ์และความรู้สึกจะเป็นตัวเดินเกมวันวาเลนไทน์ทั้งหมด และผมก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์และความรู้สึกนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการคิดเหล่านี้จะอาศัยฐานข้อมูลจากปีก่อนหน้ารวมถึงพฤติกรรมตลอดทั้งปีประกอบด้วยทุกครั้ง ซึ่งผมก็มานั่งทบทวนและวางแผนใหม่ทุกปี ทำไมน่ะหรือ ก็อย่างที่เรารู้ ๆ กัน ผู้หญิงเข้าใจยากมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้ แฟนผมไม่อยู่กรุงเทพฯ ผมคงยังไม่มีโอกาสให้ดอกไม้เธอในวันวาเลนไทน์ ผมคิดว่าจะส่งข้อความที่สื่อความรู้สึกดี ๆ ไปให้แทนดอกไม้ก่อน แล้วเมื่อเธอกลับมา ผมก็จะหาดอกกุหลาบสวย ๆ ไปให้เธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;ดอกกุหลาบหลังวันวาเลนไทน์จัดช่อสวย ๆ ยังไงราคาก็ถูกกว่าวันจริงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความรู้สึกยังเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคุณล่ะ จะทำอะไรกัน&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-3941429418855477129?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/3941429418855477129/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=3941429418855477129' title='33 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3941429418855477129'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3941429418855477129'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2009/02/before-valentine.html' title='before valentine'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SZTNCka6XuI/AAAAAAAAAI8/6EyRU-BBpBo/s72-c/Rose.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>33</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-7263662524997957377</id><published>2009-02-05T00:38:00.001+07:00</published><updated>2009-02-05T00:41:17.313+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><title type='text'>รักแรก</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;วันก่อนเซ็งคนที่ทำงานมาก   ออนเอ็มขึ้นมาเจอน้องใจถามว่า “จำหน้าตารักแรกได้ไหมคะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งมานั่งนึกหลังจากน้องเค้าออฟไลน์ไปแล้วว่า จริง ๆ มันมีความรักเล็ก ๆ ของผมแอบซ่อนอยู่สมัยเรียนชั้นประถม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยประถม ผมเรียนอยู่โรงเรียนแบบสหศึกษา คือ มีทั้งนักเรียนชายและหญิงเรียนในโรงเรียนเดียวกัน   ผมเรียนโรงเรียนแสงอรุณ ใกล้ ๆ วัดกัลยาณ์ สมัยนั้นที่ยังไม่มีถนนตัดใหม่ผ่านหลังโรงเรียนเหมือนในปัจจุบัน   ทุก ๆ เย็นผมจะเดินไปส่งเพื่อนกลับบ้านโดยการขึ้นเรือพายข้ามคลองไปทางวัดอรุณ ก่อนจะกลับมานั่งรอรถโรงเรียนไปส่งกลับบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรงเรียนของผมแบ่งห้องเป็น ก ไก่ ข ไข่ ไปเรื่อย ๆ จนถึง ฉ ฉิ่ง หรือ จ จาน   ห้อง ก ไก่ จะเป็นหญิงล้วน ห้อง ข ไข่ และ ค ควาย จะเป็นชายล้วน ง งู และไปจนถึงห้องสุดท้ายจะเป็นชายหญิงปะปนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเรียนห้อง ข ไข่ ซึ่งเป็นห้องชายล้วน   ทำให้ถึงแม้ผมจะอยู่โรงเรียนสหศึกษา แต่ก็เหมือนอยู่โรงเรียนชายล้วนตั้งแต่เด็ก เพราะเพื่อน ๆ ที่เล่นกันอยู่ทุกวันก็เป็นเพื่อนเพศชายทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามธรรมเนียม ห้อง ก ไก่ จะเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียนเก่ง ส่วนห้อง ข ไข่ และ ค ควาย ก็เป็นห้องของเด็กผู้ชายที่เรียนเก่ง   นั่นทำให้เป็นเรื่องปกติสามัญที่พวกเด็ก ๆ ในห้องเหล่านี้จะแอบ ๆ ชำเลืองตามองกันและกันและเขม่นกันอยู่ในที  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เค้าไม่ค่อยสนใจการเรียน แต่เค้าเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก   เค้าเป็นคนเดียวในห้องที่สนิทกับคนต่างห้องไปทั่ว   รวมถึงเด็กผู้หญิงในห้อง ก ไก่ด้วย   แล้วเค้าก็คอยจับคู่เด็กผู้หญิงในห้อง ก ไก่ กับ เด็กผู้ชายในห้อง ข ไข่ ให้เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า เค้าไม่ลืมหาแฟนให้เพื่อนสนิทอย่างผมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าผมมีวิสัยทัศน์มองเห็นอนาคตในอีกสัก 10 ปีต่อมาได้ ผมอาจจะดีใจที่เพื่อนผมจับคู่ผมกับเด็กผู้หญิงคนนั้น   เธอเป็นเด็กสาวผิวขาว ตาโต ผมสีน้ำตาลออกทอง ๆ สูงโปร่ง สูงกว่าผมด้วย เพราะเด็กผู้หญิงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้ชายในสมัยประถมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เธออาจจะเป็นเด็กลูกครึ่งรุ่นแรก ๆ ในเมืองไทยที่พร้อมออกมาเดินสู้ในสังคมอย่างไม่เกรงกลัวสายตาใคร ซึ่งไม่กี่ปีต่อมา กระแสเด็กลูกครึ่งก็พุ่งขึ้นสูงและกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ของวงการบันเทิงไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมอุปโลกย์เธอให้มาเป็นแฟนผม และล้อมันเข้าไปทุกวัน รวมถึงบอกเพื่อน ๆ อีกหลาย ๆ คนว่าเราเป็นแฟนกันด้วย   เช่นเดียวกับไปบอกเพื่อน ๆ ในห้อง ก ไก่ ว่าเราชอบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัยผมเป็นเด็กนั้น ผมยังไม่แก่แดดถึงขนาดรู้สึกในเรื่องความสวยหรือความน่ารัก มีแต่ความสนุกกับความน่าเบื่อเท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผมและทำให้ผมอยากเล่นกับเพื่อนหรือหนีไปแอบนั่งเงียบ ๆ คนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอในสายตาผมจึงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงห้อง ก ไก่ ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น   แต่เมื่อเพื่อนล้อหนักขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเวลาปีกว่า ผมก็คิดว่า เราเป็นแฟนกันจริง ๆ เธอจะโดดเด่นขึ้นมาในหมู่เด็กผู้หญิงห้อง ก ไก่ ทุกครั้งที่เดินผ่านกลุ่มเด็กผู้หญิงที่วิ่งเล่นกันอยู่ในสนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดของผมไปแบบนี้ จินตนาการไปมากมาย จนวันหนึ่ง ผมต้องเอาหนังสือไปส่งคุณครูประจำชั้นห้อง ก ไก่   ผมคิดว่า เด็กผู้หญิงในห้อง ก ไก่ จะต้องมองผมและแอบหัวเราะกันสนุกสนานแน่ ๆ   แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นจะวางตัวอย่างไร ผมจะทำยังไงดี   ผมเดินก้มหน้างุด ๆ เอาหนังสือไปส่งคุณครู พูดคุยเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังกลับห้องตัวเองโดยไม่หันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในห้อง ก ไก่ ในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวันนั้น ก็เหมือนมีกำแพงหนาทึบกั้นระหว่างผมกับเธอเกิดขึ้น   ผมยังคงเห็นเธอโดดเด่นอยู่ท่ามกลางเพื่อนนักเรียนห้อง ก ไก่ แต่เธอจะเห็นผมหรือเปล่านี่ ไม่แน่ใจครับ   แต่ทุกครั้งที่สายตาเธอมาปะทะกับสายตาของผม ผมก็ก้มหน้างุด และทำเหมือนไม่มีตัวตนในที่แห่งนั้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักครั้งแรก แม้หลาย ๆ คนจะมองว่าเป็นปั๊บปี้เลิฟ   แต่ความรักสวยงามเสมอครับ ไม่ว่าจะเป็นรักแรก รักสอง รักสาม หรือ รักครั้งที่เจ็ดร้อยเก้าสิบแปด   อย่างไรก็ดี พวกเรามักจะได้ยินแต่ประโยคที่ว่า “...แล้วเจ้าชายและเจ้าหญิงก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข” โดยที่ไม่ค่อยเคยฟังเรื่องราวหลังการอยู่ด้วยกันของเจ้าชายและเจ้าหญิง   เจ้าหญิงอาจจะต้องคอยรำคาญเสียงกรนของเจ้าชาย เจ้าชายอาจจะต้องเหนื่อยหน่ายกับความเจ้ากี้เจ้าการของเจ้าหญิง เจ้าหญิงต้องระแวงกับความเจ้าชู้ไม่จบไม่สิ้นของเจ้าชาย และสุดท้าย เจ้าชายอาจจะขอหย่ากับเจ้าหญิงเพื่อไปครองรักกับเพื่อนเจ้าหญิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วรักแรกนั้นก็จะถูกเก็บฝังอยู่ในก้นบึ้งล่างสุดของหัวใจ   พร้อมที่จะถูกหยิบฉวยขึ้นมานั่งลูบไล้อย่างทะนุถนอมทุกครั้งที่บาดเจ็บกับความรักครั้งใหม่มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ผมก็สอบเข้าเรียนต่อชั้น มอหนึ่ง ที่โรงเรียนสวนกุหลาบได้ ส่วนเธอคนนั้นหายไปกับเสียงยินดีของพ่อแม่ของผม และผมก็ใช้ชีวิตจนถึงปัจจุบันโดยไม่ได้นึกถึงเธออีกเลย   ผมลืมแม้กระทั่งชื่อของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;strong&gt;ถ้าเธออ่านอยู่ ผมก็อยากรู้ว่า ตอนนี้เธอทำอะไรอยู่   เธอจะกลายมาเป็นดาราในวงการบันเทิงหรือเปล่า หรือเธออาจจะเลี้ยงลูกอยู่บ้านกับสามีและครอบครัวที่อบอุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากรู้จริง ๆ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-7263662524997957377?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/7263662524997957377/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=7263662524997957377' title='29 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/7263662524997957377'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/7263662524997957377'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='รักแรก'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>29</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-4808190991969266588</id><published>2009-01-21T22:46:00.001+07:00</published><updated>2009-01-21T22:49:05.362+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><title type='text'>ช่างแพท</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;เวลาไหนของชีวิตที่คุณรู้สึกว่าขาดความมั่นใจที่สุดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม มันเกิดขึ้นทุก ๆ ครั้งที่ผมไปตัดผม   แต่ผมขอรับรองว่ามันไม่เกี่ยวกับเรื่องทรงผมแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องของสองสามปัจจัยประกอบกันต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง การที่ผมต้องถอดแว่นตา ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของความไม่มั่นใจนี้ เพราะเมื่อใดที่ผมไม่ได้ใส่แว่น ผมจะมองเห็นชัดที่สุดในระยะหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น   และการตัดผมซึ่งต้องอาศัยการมองกระจกซึ่งโดยมากจะเป็นกระจกบานใหญ่อยู่ตรงหน้า แน่นอนว่า มันอยู่ห่างออกไปในระยะเกินหนึ่งฝ่ามือ และต้องไม่ลืมว่า ภาพที่สะท้อนในกระจกก็จะอยู่ถอยห่างเข้าไปเท่ากับระยะห่างของตัวผมกับกระจกเช่นกัน   นั่นหมายความว่า ผมไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้อย่างแน่นอนเพราะมันห่างออกไปอย่างน้อยก็มากกว่าสองเท่าของหนึ่งฝ่ามือ   ระยะห่างขนาดนี้ก็ทำให้ผมไม่เคยเห็นหน้าตาตัวเองพร้อมทรงผมใหม่ตราบใดที่การตัดยังไม่สิ้นสุด ซึ่งขาแว่นตาก็ยังไม่มาวางอยู่บนก้านหูทั้งสองข้างของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง ผมเป็นคนเงียบ ๆ เฉย ๆ โดยเฉพาะยามที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่   แม้รู้จักกันมากแค่ไหน ยิ่งในยามที่ผมต้องตัดผม ผมก็ยิ่งคงพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ที่ผมพยายามมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการตัดผม แม้ตัวผมเองจะไม่มีส่วนในกระบวนการตัดยกเว้นการขยับหัวซ้ายขวาไปตามความต้องการของช่างตัดผมในแต่ละเวลา   แต่ผมเองก็ไม่อยากไปทำให้ช่างเค้าเสียสมาธิ เพราะจะส่งผลต่อผมบนหัวแน่นอน   เมื่อรวมกับพฤติกรรมแบบเงียบ ๆ เฉย ๆ พอเข้าร้านตัดผม ผมก็กลายเป็นก้อนหินที่มีผมขึ้น เหมือนไม่มีตัวตน แต่ขยับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่า ผมไปตัดผมครั้งแรก ประมาณ 2 – 3 ขวบ แม่พาผมไปตัดที่ร้านตัดผมแถวบ้าน มันเป็นร้านตัดผมผู้ชายแบบที่มีหลอดไฟลายเส้นหมุนวนรอบตัวเองแบบไม่มีวันจบสิ้นติดอยู่หน้าร้าน   ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ช่างตัดผมต้องเอาเก้าอี้เสริมมาให้ผมนั่ง แล้วกระบวนการตัดก็เริ่มขึ้นโดยการเอาผ้ามาคลุมตัวผม เหลือไว้แต่หัว   เมื่อแบตเตอร์เรี่ยนเริ่มไถ ผมก็เริ่มจินตนาการว่า ผมส่วนไหนของผมหลุดออกไปจากหัวของผมบ้าง   ตอนอนุบาล ทรงผมยังเป็นแบบรองทรงอยู่    แต่พอขึ้นชั้นประถม จนถึงมัธยมปลาย ก็มีแต่ทรงนักเรียนหัวเกรียนเท่านั้นที่เป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ใช่เด็กเกเร และผมไม่ค่อยสนใจทรงผมเท่าไรนัก   ผมเลยไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์ฝ่ายปกครองเกี่ยวกับเรื่องทรงผมเลยสักครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตัดกับช่างคนเดิมสมัยเด็กจนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย   ผมคุยกับช่างตัดผมคนนี้ประมาณหนึ่งถึงสองประโยคในแต่ละครั้งที่ไปตัดผม โดยที่ในหนึ่งถึงสองประโยคนั้นแทบจะไม่มีเรื่องอื่นยกเว้นเรื่องทรงผมว่ามันควรจะเป็นรองทรงหรือทรงนักเรียน ซึ่งจะเป็นทรงไหนก็ขึ้นกับว่าผมปิดเทอมหรือกำลังเรียนอยู่   แต่บางครั้งก็ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ยกเว้นความเงียบและความเข้าใจของช่างตัดผมไปในตัวว่าควรจะเป็นทรงไหน   ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตัดผมของช่างเลยแม้สักครั้ง ซึ่งเหตุผลหลักคือผมมองไม่เห็นทรงผมของผมเองและอีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมเชื่อว่า ช่างมีความรู้เรื่องทรงผมมากกว่าผมหลายร้อยหลายพันเท่า ช่างจะทำให้ทรงผมเข้ากับหน้าและหัวของผมได้มากกว่าที่ผมจะไปเสนอแนะสิ่งที่ผมไม่รู้   ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งเราคุยกันนานขึ้น หลายประโยคขึ้น ในตอนที่ผมเพิ่งสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นได้ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย   แต่จากนั้น บทสนทนาของเราก็ยังคงวนเวียนอยู่กับคำถามเรื่องทรงผมและทรงผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างตัดผมของผมนั้นเขาหวีผมเรียบแปล้ ใส่ชุดเสื้อแขนยาวแบบพนักงานออฟฟิศ หรือบางครั้งก็เป็นชุดโปโลแต่ดูเรียบร้อยตลอดเวลา   ผมเคยตัดกับช่างคนอื่นบ้างประมาณหนึ่งหรือสองครั้ง แต่ทุกคนในร้านจะรู้ว่าผมผูกขาดอยู่กับช่างคนนี้เท่านั้น ถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายจริง ๆ ผมก็จะได้ตัดกับช่างประจำของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในปีที่สอง ผมก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่ในอีกพื้นที่หนึ่ง   เหตุการณ์นั้นทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับการตัดผมที่ร้านเดิม และช่างคนเดิมสิ้นสุดลง   ผมตระเวนเปลี่ยนร้านตัดผมเป็นว่าเล่น ตั้งแต่ร้านตัดผมชายร้านเล็กในซอยเดียวกับที่บ้านใหม่ของผมตั้งอยู่ ร้านตัดผมที่ฝั่งตรงข้ามซอย ร้านทำผมผู้หญิงที่แม่ผมไปใช้บริการหลายต่อหลายร้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ร้าน ผมก็ยังคงคงบทสนทนากับช่างตัดผมไว้ได้ที่หนึ่งถึงสองประโยคซึ่งเกี่ยวพันกับทรงผมเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการที่ผมต้องถอดแว่น นั่นทำให้ผมไม่สามารถทำอะไรได้ในขณะที่ตัดผมอยู่ นอกจากการมองกระจกพร่ามัวตรงหน้า และจินตนาการถึงเส้นผมที่หลุดร่วงไป   บวกกับการที่ผมนิ่ง ๆ เฉย ๆ และพยายามไม่พูดคุยขณะตัดผม   บางครั้งผมก็หลับไปขณะตัดผม   ผมจึงเรียนรู้ว่า ขณะตัดผมจะไม่มีกระบวนการของการสนทนาเกิดขึ้นและผมจะไม่ทำอะไรนอกจากรอให้กระบวนการตัดผมสิ้นสุดลง   ซึ่งมันเป็นแบบนี้มากว่า 20 ปีแล้ว   การกระทำใด ๆ ที่ทำให้ผมต้องมีกริยามากกว่านั้นจะทำให้ผมทำได้อย่างไม่มั่นใจนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา ผมได้รับคำแนะนำจากน้องคนหนึ่งที่มีความทันสมัยทางด้านทรงผมเหนือกว่าผมหลายก้าว   เธอแนะนำให้ผมไปตัดที่ร้านแถวสยาม ร้านที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นที่มาตัดผมทรงเดียวกับดารานักร้องชื่อดังในขณะเวลานั้น ๆ   ผมเข้าวงการร้านตัดผมวัยรุ่นนี้ในวันที่กอล์ฟ – ไมค์กำลังดังสุดขีด   แน่นอนว่า วัยรุ่นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เดินออกจากร้านนั้นด้วยทรงผมของกอล์ฟ – ไมค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมั่นใจว่า ทรงผมกอล์ฟ – ไมค์ไม่เหมาะกับผมอย่างแน่นอน รวมถึงทรงผมวัยรุ่นอีกมากมายหลายสิบแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่มัส ช่างผมผู้ทิ้งความทรงจำของความเป็นชายไว้กับอดีต คุยกับผมสองสามประโยคและกับน้องคนนั้นอีกสองสามประโยค ก่อนจะเนรมิตทรงผมใหม่ให้ผม   แน่นอนว่า ผมไม่มีโอกาสจะคัดค้านหรือสนับสนุนใด ๆ นอกจากการได้เห็นผลลัพธ์ในตอนท้าย   แต่อย่างที่บอกไป ผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับทรงผมนัก นอกจากการต้องมาตอบคำถามที่เกิดขึ้นกับสายตาของคนรอบข้างในช่วงระยะ 2 – 3 วันแรก ก่อนที่พวกเขาจะชินตากับทรงผมใหม่ของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่มัสก็เหมือนกับช่างตัดผมสมัยเด็กของผม เขาไม่ค่อยพูดนอกจากยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก และบทสนทนาที่วนอยู่กับทรงผมว่าควรจะสั้นมากหรือยาวน้อย แต่ไม่มียาวมาก   ในช่วงแรก ๆ ผมเข้าใจว่า เค้าพยายามชวนคุยเรื่องโน่นนี่ แต่ผมยังคงยึดคติเดิมคือ เงียบ นิ่ง และหลับ ทำให้เขาเงียบ นิ่ง และตัด   หลังจากไปตัดกับพี่มัสได้สองสามครั้ง เขาก็จำได้และรับรู้ว่า ระหว่างตัดผมจะไม่มีบทสนทนาใด ๆ หลุดออกมา ถ้ากรรไกรไม่ตัดโดนใบหูไปเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด พี่มัสย้ายไปสร้างชื่อเสียงให้กับสาขาใหม่ของทางร้านที่ไปเปิดที่เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ   ผมเคว้งพอสมควรเพราะผมรู้จักเค้าคนเดียวในร้าน แต่ทางร้านก็ส่งผมต่อมาให้กับช่างแพท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างแพทเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (ผมไม่แน่ใจนักในตอนแรกว่าเธอเป็นหญิงแท้หรือหญิงเทียม บวกกับเสียงแหบ ๆ ก็ทำให้ผมไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้   แต่จากความรู้สึกส่วนตัวเค้าน่าจะเป็นหญิงมากกว่า)   ที่สำคัญ เธอเป็นช่างตัดผมที่เป็นผู้หญิงคนที่สามในชีวิต   สองคนแรกเป็นช่างที่ร้านทำผมที่แม่ผมไปตัดก่อนหน้านี้   ผมเพิ่งตัดกับเธอได้สองครั้งเท่านั้น   เธอก็เหมือนพี่มัสและช่างทำผมตามร้านตัดผมวัยรุ่นทันสมัยทั่ว ๆ ไปที่จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับลูกค้า หาเรื่องมาคุยโน่นนี่กับลูกค้า และบริการสุดใจเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอจึงพยายามคุยกับผม คำถามแรกจะเริ่มต้นว่ามาทำอะไรแถวนี้ ซึ่งผมก็จะตอบเหมือนกันทุกครั้งว่ามาพารากอน ทั้ง ๆ ที่ผมอยากจะตอบว่ามาตัดผม   แต่อย่างที่บอก ผมมองไม่เห็นอะไร ผมขาดความมั่นใจ และผมยังคงยึดธรรมเนียมเก่า ๆ ของการตัดผมตลอดมาว่าจะต้องเงียบ นิ่ง รวมถึงหลับ ซึ่งผมก็หวังว่าวันหนึ่งเธอจะเข้าใจธรรมเนียมนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ที่สำคัญ ผมไม่ค่อยอยากเปลี่ยนช่างตัดผมบ่อยครั้งนัก เพราะผมไม่อยากเริ่มต้นใหม่ ดูแบบทรงผมใหม่ ทั้ง ๆ ที่มันมีแค่ไม่กี่ทรงที่เข้ากับตัวผม และผมก็ไม่อยากเพิ่มบทสนทนาใด ๆ ไปมากกว่านี้อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-4808190991969266588?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/4808190991969266588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=4808190991969266588' title='12 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4808190991969266588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4808190991969266588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ช่างแพท'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>12</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-4334660990334275647</id><published>2009-01-13T00:49:00.005+07:00</published><updated>2009-01-13T01:15:02.566+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><title type='text'>Cape Diem – Seize The Day – จงฉกฉวยวันเวลาเอาไว้</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SWuHvNqz_GI/AAAAAAAAAIY/Ut9O1OlynSg/s1600-h/Dead_poets_society.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5290471432469609570" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 249px; CURSOR: hand; HEIGHT: 350px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SWuHvNqz_GI/AAAAAAAAAIY/Ut9O1OlynSg/s200/Dead_poets_society.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เคยตกอยู่ในสถานการณ์นี้ไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณกำลังสองจิตสองใจระหว่าง จะทำหรือไม่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ่อยครั้งมาก ผมกำลังตัดสินใจว่าจะวิ่งไปขึ้นรถเมล์ที่จอดเลยป้ายไปไกลดีไหม ผมชั่งใจว่าจะคุยกับผู้หญิงที่รู้สึกดีด้วยซึ่งเดินผ่านหน้ากันที่ห้างสรรพสินค้าดีหรือเปล่า ผมคิดกลับไปกลับมาว่าจะยอมรับความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมสร้างขึ้นหรือผ่านเลยไปดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลาย ๆ ครั้ง ผมตัดสินใจทำไป เดินหน้าลุยไปในสถานการณ์สองจิตสองใจ แต่อีกหลาย ๆ ครั้งผมก็คิดมากไปทำให้ยังต้องกลับมาคิดจนถึงทุกวันนี้ว่า ถ้าผมตัดสินใจทำไปจะเกิดอะไรขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยดูหนังเรื่อง Sliding Door ไหมครับ มันเป็นเรื่องของการช้าหรือเร็วไปเพียงชั่ววินาทีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของนางเอกในเรื่อง ในหนังฉายให้เห็นถึงสองสถานการณ์ สถานการณ์แรกนางเอกขึ้นรถไฟทันก่อนที่ประตูรถไฟจะปิด ทำให้เธอไปทำงานไม่สาย และใช้ชีวิตไปอย่างเรื่อย ๆ โดยไม่รู้อะไรต่าง ๆ นานาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชีวิตคู่ที่แสนสวย แต่อีกสถานการณ์หนึ่ง นางเอกของเรื่องขึ้นรถไฟไม่ทัน เธอไปทำงานไม่ทัน เธอหัวเสีย และเธอตัดสินใจกลับบ้าน เมื่อถึงบ้าน สิ่งที่เธอเห็นคือ แฟนหนุ่มของเธอกำลังเริงรักอยู่กับชู้ หรือ กิ๊กที่เราชอบเรียกกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของชีวิตคู่ของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นคุณ คุณคิดว่า คุณเลือกที่จะไปทำงานทันแล้วไม่รู้อะไรในชีวิต แต่คุณยังสามารถใช้ชีวิตคู่ต่อไปได้อย่างมีความสุข หรือคุณจะเลือกที่จะไม่ไปทำงานแล้วต้องสูญเสียชีวิตรักไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจและคาบเกี่ยวเช่นนี้ หลาย ๆ ครั้งผมก็ตัดสินใจถูกที่จะเดินหน้าต่อไป และหลาย ๆ ครั้งผมก็คิดว่า ผมน่าจะเหยียบเบรกชีวิตบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคำปลอบใจที่ว่า ทำแล้วเสียใจดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ รวมถึงการที่ไม่ต้องมาตั้งคำถามในอีก 40 – 50 ปีข้างหน้าว่า ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจทำไปชีวิตจะเป็นอย่างไรอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลายครั้งเช่นกัน โอกาสนั้นหวนกลับคืนมาให้เราตัดสินใจใหม่ หลายครั้งเราก็ยังตัดสินใจเหมือนเดิม และหลายครั้งเราก็ได้แก้ตัวกับความผิดพลาดในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยนั่งอ่านบทวิจารณ์หนังสือเล่มหนึ่งแล้ว ผมอยากอ่านมันมาก แต่แล้วผมก็ไม่ได้ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ รวมถึงไม่ได้จดชื่อหนังสือ เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ตกตะกอนอยู่ในใจเป็นเวลาห้าถึงหกปีโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปอธิบายให้ใครฟังได้อย่างไรว่าต้องการหนังสือเล่มนี้ เมื่อผมนึกถึงครั้งใดก็ยังเสียใจที่ไม่ได้จดชื่อหนังสือเล่มนั้นไว้ แล้ววันหนึ่ง ร้านหนังสือ Asia Books ก็เอาหนังสือมาลดราคาในช่วงสิ้นปี ผมเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ มันวางอยู่เดี่ยว ๆ เล่มเดียวในกองหนังสือมากมายมหาศาล ผมยื่นมือไปหยิบมันขึ้น แล้วความทรงจำในคืนหนึ่งที่ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในคาสิโนก็ผุดขึ้นมา หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นพูดถึง The Memory of Running&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องราวยิ่งใหญ่มโหฬาร แต่มันเป็นตะกอนที่กวนให้ใจผมหวนคิดคำนึงถึงมันเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับ โอกาสที่หวนกลับมาให้แก้ตัวของผมครั้งนี้ ผมไม่ปล่อยมันให้หลุดลอยไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ โอกาสที่หวนกลับมาให้ผมแก้ตัว และผมกัดมันไม่ปล่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนรักที่หวนคืนมา หน้าที่การงานที่เข้ากับตัวผม และการขีดเขียนหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จงฉกฉวยวันเวลานั้นเอาไว้ครับ เพราะคุณไม่รู้หรอกว่า คุณจะมีโอกาสได้ฉกฉวยมันอีกหรือเปล่า ในชั่วชีวิตที่เหลือ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หมายเหตุ: Carpe diem หรือ คา – เพ – เดียม เป็นวลีจากบทกวีในภาษาลาติน ซึ่งมักจะแปลว่า Seize the day หรือ จงฉกฉวยวันเวลาเอาไว้ โดย Horace ซึ่งเป็นผู้แต่งบทกวีนั้นใช้คำนี้ในความหมายของการให้ฉกฉวยช่วงเวลาที่ดี ๆ ของชีวิตเอาไว้&lt;br /&gt;วลีนี้มาดังเป็นพลุแตกจากภาพยนตร์เรื่อง Dead Poets Society ซึ่งคุณครูจอห์น คีทติ้งพยายามกระตุ้นให้เด็ก ๆ ของเขาให้ลุกขึ้นทำสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดี และเขาก็เชื่อในตัวเด็กนักเรียนของเขาเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;“ ... ฟังสิ ได้ยินไหม คา – เพ ฟังสิ คา – เพ คา – เพ – เดียม – เด็ก ๆ พวกเธอต้องฉกฉวยวันเวลานี้ไว้ ใช้ชีวิตของพวกเธอให้วิเศษที่สุด...”&lt;br /&gt;ผมมาอ่านเจอวลีนี้อีกครั้ง ในหนังสือ “โตเกียวไม่มีขา” ของ นิ้วกลม แล้วผมก็ฉกฉวยวันเวลาเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-4334660990334275647?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/4334660990334275647/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=4334660990334275647' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4334660990334275647'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4334660990334275647'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2009/01/cape-diem-seize-day.html' title='Cape Diem – Seize The Day – จงฉกฉวยวันเวลาเอาไว้'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_zGpaJ0t8308/SWuHvNqz_GI/AAAAAAAAAIY/Ut9O1OlynSg/s72-c/Dead_poets_society.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-4964549237367196429</id><published>2008-10-28T23:50:00.007+07:00</published><updated>2008-10-29T00:08:10.115+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บุฟเฟ่ต์เช้า'/><title type='text'>บุฟเฟ่ต์เช้า</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;วันนี้เป็นวันพิเศษวันหนึ่งของผม ปกติแล้วผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญอะไรกับมันนัก แต่ปีนี้ ผมอยากให้รางวัลกับตัวเองสักปี โดยผมวางแผนจะเขียนเรื่องราวเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวผมเองโดยผมเข้าไปมีส่วนรับรู้เรื่องราวนี้ ผมขอตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า “บุฟเฟ่ต์เช้า” ในฐานะที่บุฟเฟ่ต์ยามเช้ามีบทบาทดำเนินเรื่องราวเหล่านี้อย่างโดดเด่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บุฟเฟ่ต์เช้า” เป็นเรื่องราวของการพูดคุยถกเถียงและอรรถาธิบายของหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งดวงชะตาหรืออาจจะเป็นพรหมลิขิตขีดเส้นทางชีวิตให้ทั้งสองมาเจอะเจอกัน ห่างหายกันไป และกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บุฟเฟ่ต์เช้า” เป็นความพยายามกลับมาเดินเคียงคู่กันอีกครั้งของหนุ่มสาวคู่นั้น หรืออาจจะเป็นเพียงความพยายามฝืนชะตาฟ้าหรือเปล่า พวกเขาก็ยังให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บุฟเฟ่ต์เช้า” จึงอาจจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ของการพูดคุยในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก่อนจะจากลากันไปอีกครั้ง หรืออาจจะเป็นบทนำของละครชีวิตฉากใหญ่ที่จะฉายต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายสิบปี จนกว่าหนุ่มสาวคู่นั้นจะตายจากกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ ขณะนี้ “บุฟเฟ่ต์เช้า” จึงเป็นเพียงบทเริ่มต้น ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้ตอนจบ “บุฟเฟ่ต์เช้า” อาจจะจบแบบห้วน ๆ จบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง หรือจบแบบทิ้งปริศนาให้ขบคิดเพื่อไขปริศนาเหล่านั้นออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลือกที่จะเขียน “บุฟเฟ่ต์เช้า” เป็นของขวัญให้ตัวเอง ในวันที่ผมกำลังเดินก้าวข้ามผ่านขั้นตอนชีวิตที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งไปสู่บทชีวิตใหม่ ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้ผู้อ่านทุกคนเอาใจช่วยอยู่ห่าง ๆ ออกความเห็นบ้างเมื่อเห็นสมควร และยอมรับในตอนจบโดยดุษฎี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะนี่คือชีวิตของคนธรรมดาคู่หนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อย ถูกใจขัดใจ ชีวิตของพวกเขาและพวกเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตามผมมาอ่านในบล็อก “&lt;a href="http://morning-buffet.blogspot.com/"&gt;บุฟเฟ่ต์เช้า&lt;/a&gt;”&lt;/strong&gt; กันนะครับ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-4964549237367196429?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/4964549237367196429/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=4964549237367196429' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4964549237367196429'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4964549237367196429'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2008/10/blog-post_28.html' title='บุฟเฟ่ต์เช้า'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-4529431102553401320</id><published>2008-10-26T15:58:00.008+07:00</published><updated>2008-10-26T16:16:02.550+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Economics'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Politics'/><title type='text'>มายาภาพใหม่: การเมืองใหม่ภาค 111</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;ก่อนอื่นขอเล่าถึงที่มาที่ไปของบทความนี้ก่อนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้เพื่อนร่วมห้องเรียนสมัยมัธยมของผมเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรุ่นครับ ผมก็เป็นเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเพียงแต่ไม่ค่อยได้ช่วยเหลืองานอะไรสักเท่าไรนัก นอกจากงานหนึ่งคือการช่วยเขียนบทความในธีมหลักว่า "มองไปข้างหน้า" และเนื่องจากรุ่นที่ผมร่วมอยู่ด้วยนั้น คือ รุ่น 111 นั่นเลยกลายเป็นที่มาของ "มายาภาพใหม่: การเมืองใหม่ภาค 111" ครับ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าเห็นสรรพนาม "เรา" หรืออะไรก็ตามที่รู้สึกไม่คุ้นชิน นั่นคือ ผมต้องการสื่อสารถึงเพื่อนในรุ่นน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เร็วนะครับ อยู่ดี ๆ ผมจบมัธยมปลายมาเกือบ 15 ปีแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกแก่แล้วจริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...........&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มายาภาพใหม่: การเมืองใหม่ภาค 111&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เกิดช่วงหลังยุคเหตุการณ์สิบสี่ตุลาต่อเนื่องไปถึงหกตุลาอย่างพวกเรานั้น อาจจะเรียกว่าเป็นคนกลุ่มที่น่าอิจฉา และน่าสงสารไปในเวลาเดียวกัน น่าอิจฉาในแง่ที่ว่าเราได้มีประสบการณ์ตรงโดยอยู่ร่วมในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของประเทศชาติและของโลกนับจากช่วงเวลาเกิดจนถึงวันเริ่มต้นชีวิตในแต่ละช่วงวัย ระหว่างที่เรากำลังเริ่มรู้ความกันในสมัยประถมการประกาศลดค่าเงินบาทของพลเอกเปรมก็ทำให้ชีวิตเราสะดุดกึกไป พร้อม ๆ กับเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราก็เด็กเกินกว่าจะรับรู้ถึงผลกระทบ พอเรารู้ความในระดับที่ก่อให้เกิดอุดมการณ์ได้&lt;br /&gt;เหตุการณ์พฤษภาทมิฬก็เกิดขึ้นมาท้าทายจิตสำนึกของเรา แต่เมื่อเรากำลังจะเรียนจบเพื่อเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจร้อนแรงที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราก็ถูกรับน้องด้วยการลอยค่าเงินบาทของพลเอกชวลิตทันที น่าสงสารตรงที่ว่า พวกเราไม่สามารถมีส่วนในการตัดสินใจอะไรในสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมองโลกทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของคนในรุ่นเรา ๆ จึงอาจจะแตกต่าง, กร้านโลก หรือแลดูปลงกับสถานการณ์มากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ ไม่รู้ผมเขียนเกินจริงไปหรือเปล่า แต่คืนหนึ่งผมฝัน ผมฝันเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าต่อไปอีกไม่กี่ปี ในห้วงยามที่คนของเราบางส่วนอาจจะเริ่มได้มีโอกาสตัดสินชะตาชีวิตของเราเองบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมฝันว่าการเมืองของเรากำลังจะถึงจุดเปลี่ยนผ่านภายใต้การเรียนรู้จากห้องเรียนในชีวิตจริงอย่างเข้มข้น สังคมแบบแย่งฝ่ายแบ่งข้างกำลังจะปัดกวาดนักการเมืองโบราณในโลกเก่าให้หายไป และสร้างนักการเมืองกลางเก่ากลางใหม่ รวมถึงลูกหลานนักการเมืองโลกเก่า และนักการเมืองรุ่นใหม่แกะกล่องเข้ามาครอบงำการเมืองอย่างแนบเนียนขึ้น&lt;br /&gt;แน่นอนว่าผมเห็นเพื่อนของเราบางคนไปยืนในจุดนั้น บ้างก็ทำในสิ่งที่เรารังเกียจรังงอนมาตลอด บ้างก็พยายามสร้างวาทกรรมใหม่ ๆ และอีกหลาย ๆ คนผมก็ไม่เข้าใจว่าเค้าเข้าไปทำอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นการตลาดทางการเมืองที่มาสร้างหน้ากากครอบงำให้ตัวละครทางการเมืองและประชาชนในสังคมให้จับกันไม่ได้ ไล่กันไม่ทัน ก่อนที่สำนึกทางการเมืองจะถูกสร้างขึ้นบนรากฐานที่เข้มแข็งต่อเนื่องและยาวนานพอสมควร สังคมการเมืองจะถูกแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนขึ้น พร้อม ๆ กับที่กลุ่มคนสีเทาจะมาเพิ่มพื้นที่สัดส่วนในสังคม คนกลุ่มหนึ่งจะมีอุดมการณ์มั่นคง คนกลุ่มหนึ่งจะเป็นไม้หลักปักขี้เลน และคนกลุ่มใหญ่เก็บอุดมการณ์ไว้ในลิ้นชัก เมื่อจำเป็นค่อยเปิดลิ้นชักออกมาอ้างอุดมการณ์เป็นระยะ ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกการเมืองระดับประเทศเสื่อมลงขณะที่เส้นแบ่งอาณาเขตพื้นที่ประเทศก็จางลงไปเช่นกัน ผมฝันว่าเราคงจะไม่ลากรถถังออกมาสู้รบชิงปราสาท ภูเขา หรือแม้กระทั่งหนองน้ำเล็ก ๆ กันอีกแล้ว ประเทศจะรวมกันเป็นกลุ่มประเทศที่มีเส้นแบ่งความเป็นชาติบาง ๆ มีความเป็นภูมิภาคเข้มขึ้น พร้อม ๆ กับการแสดงตัวตนทั้งในแง่ปัจเจกชนและท้องถิ่นนิยม&lt;br /&gt;รถถังจะถูกใช้ในงานวันเด็กและสำหรับวาดเสือให้วัวกลัว ทหารจะกลับที่ตั้งและเป็นหลังพิงให้ประชาชนอุ่นใจ และนัก การเมืองก็จะพยายามทำให้ทหารทำหน้าที่ยืนเฝ้ารั้วบ้านเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียว ๆ กัน จะเกาะกลุ่มกันแน่นหนาขึ้นและมีความเข้มแข็งขึ้นโดยอาศัยการสร้างเครือข่ายผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายการสื่อสารไร้พรมแดน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมาเพิ่มบทบาทพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผนวกกับการรุมเร้าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นยาวนานพอ สมควร ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มเหนื่อยล้า หมดแรง และสิ้นหวัง วาทกรรมทางเศรษฐกิจการเมืองว่าด้วยเอสเอ็มอี&lt;br /&gt;สร้างมนต์สะกดได้เพียงระยะสั้น ๆ แต่เมื่อความจริงปรากฏว่าในเอสเอ็มอีนั้น เอสอยู่ยาก ต้องเอ็มขึ้นไปถึงจะอยู่รอด ก็ทำให้แสงสว่างปลายอุโมงค์ดับวูบไป อย่างไรก็ดี โอกาสที่เกิดขึ้นกับคนไม่กี่คนกี่กลุ่มก็ช่วยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ สร้างความหวังให้คนหมู่มากได้มองโลกในแง่ดีอยู่บ้าง แต่ความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นก็ทำให้คนหันมามองตัวเอง มองกลุ่มของตน มากกว่ามองเพื่อคนส่วนรวม นั่นทำให้การสร้างเครือข่ายมีความสำคัญพอ ๆ กับการพิสูจน์ถึงความสำเร็จส่วนตัว หนังสือฮาวทูปกใหม่ ๆ จึงยังคงคลอดออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องแม้ว่ากว่าครึ่งของมันใช้การไม่ได้กับสภาพแวดล้อมเฉพาะของแต่ละบุคคล หนังสือจิตวิทยายังคงขายดีเพียงเพราะคนต้องการเข้าถึงจิตใจคนอื่นรอบตัว&lt;br /&gt;และหนังสือธรรมะจะยังเป็นหลังอิงที่แข็งแรงสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ขาดที่พึ่งและไม่มีคนเข้าข้างตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความผันผวนของเศรษฐกิจไทยที่มีเศรษฐกิจโลกเป็นดัชนีชี้นำภายใต้การครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จของการเก็งกำไรในหลากหลายรูปแบบและมากชั้นระดับของการเก็งกำไรจะยังคงอยู่ แต่โมเมนตัมของเศรษฐกิจโลกจะเกิดแรงเหวี่ยงครั้งสำคัญให้สลับมาอยู่ทางฝั่งเอเซียบ้าง แต่เศรษฐกิจเอเซียก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ผู้กุมเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกยังต้องเป็นพี่เลี้ยงและทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเศรษฐกิจเอเซียแทน การควบคุมการข่าวและการตลาดช่วยสร้างมายาภาพทางเศรษฐกิจจนทำให้ผู้คนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือจริงคือลวง บางครั้งลวงกลับจริงและจริงกลับกลายเป็นลวง การยอมรับและปรับตัวเข้ากับสังคมมายาภาพเพื่อสร้างเศรษฐกิจมายาภาพกำลังจะทำให้ทุกคนกลายเป็นนักแสดงในชีวิตจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราพร้อมจะบีบน้ำตาหน้าจอทีวีเพื่อสร้างฉากดรามาโดยมีวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ การแสดงละครเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิต การสร้างภาพลวงตาลวงใจกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความกล้าให้เกิดขึ้น ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดจะถูกนำมาใช้อย่างบ่อยครั้งจนกลายเป็นกระแสหลัก นั่นทำให้ภาพที่เห็นในชีวิตจริงจะเกิดจากมายาภาพที่เกิดขึ้นรายล้อมรอบตัวเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองจะกลายเป็นมายา ข้าวปลาก็ไม่มีจริง เราอิ่มทั้ง ๆ ที่เรายังหิว เรายิ้มทั้ง ๆ ที่น้ำตาเราไหล แต่ทุกคนกลับยอมรับภาพมายาเหล่านั้น ร่างกายจึงทรุดโทรม จิตใจก็ห่อเหี่ยวเพราะร่างกายและจิตใจซื่อกว่าความคิดและจินตนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;ผมตื่นขึ้น และมองเห็นภาพเหล่านั้นเบื้องหน้าทันที&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-4529431102553401320?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/4529431102553401320/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=4529431102553401320' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4529431102553401320'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4529431102553401320'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2008/10/111.html' title='มายาภาพใหม่: การเมืองใหม่ภาค 111'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-8927878445556659904</id><published>2007-10-08T08:00:00.001+07:00</published><updated>2008-08-28T07:55:21.339+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='in trend'/><title type='text'>ภิกษุสันดานกา</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwigGYc66EI/AAAAAAAAAFk/rdA6LY6yTTU/s1600-h/in+trend+7-10-07.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5118517008009979970" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwigGYc66EI/AAAAAAAAAFk/rdA6LY6yTTU/s400/in+trend+7-10-07.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมนั่งอ่านข่าวพระไทยออกมาประท้วงการแสดงภาพ “ภิกษุสันดานกา” ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 53 ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ได้แต่นั่งหัวเราะไปพร้อม ๆ กับคลิกไปอ่านข่าวพระพม่าเป็นแกนนำประท้วงรัฐบาลเผด็จการทหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระจากสองประเทศที่อยู่ติดกันให้ภาพที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ผมไม่แน่ใจว่า ยามที่เราต้องการพระไทยในเชิงจิตวิญญาณ พระไทยเหล่านั้นหายไปไหนกันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบสองเดือนก่อน ผมไปลาวพร้อมกับน้องอีกหนึ่งคน ภาพวัดและสงฆ์ลาวในเวียงจันทร์ทำให้ผมเกิดความอยากอ่านหนังสือธรรมะขึ้นมาหลังจากทิ้งไปนานหลายปี เพราะ ผมไพล่ไปคิดว่า ถ้าเราเข้าถึงธรรมะเหมือนดั่งที่พระลาวเข้าถึงแล้วไซร้ ชีวิตของเราคงจะสงบ ใบหน้าและเรือนกายจะเปล่งปลั่งดั่งที่พระลาวเป็นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับพระลาวและเดินชมวัดลาวค่อนข้างมากพอสมควร พระลาวอาศัยประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาในการเข้าถึงความเจริญที่เป็นไปผ่านช่องโทรทัศน์ไทยที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศลาว พวกเขาได้เห็นการประยุกต์ศาสนาเข้ากับการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่าการนำมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมวัฒนธรรมอย่างที่เป็นไปในลาว พวกเขาชื่นชมประเทศไทยแต่ก็ไม่ได้คิดอยากจะเป็นอย่างประเทศไทย พวกเขาเห็นว่ามันวุ่นวายสิ้นดี&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwiiaYc66FI/AAAAAAAAAFs/0MxJAbRhxuY/s1600-h/in+trend+7-10-07+-+2.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5118519550630619218" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwiiaYc66FI/AAAAAAAAAFs/0MxJAbRhxuY/s400/in+trend+7-10-07+-+2.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;พระรูปหนึ่งบอกผมว่า อยากจะหาโอกาสไปกรุงเทพฯ แต่ท่านก็คิดว่าคงอยู่ได้ไม่นานนัก ท่านคงอยากจะเห็นว่าความเจริญทำให้จิตใจเปลี่ยนไปอย่างไร พระรูปนั้นยังบอกผมว่า พุทธพาณิชย์ในลาวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย พระมีหน้าที่สองอย่างคือบวชเรียนและเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนในประเทศเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเที่ยวลาวครั้งนั้น ผมไปทั้งวัดที่เวียงจันทร์และหลวงพระบาง วัดในเวียงจันทร์เหมือนเป็นที่พึ่งทางใจอย่างแท้จริง เป็นที่ให้การศึกษาและสร้างปัญญาให้เยาวชนคนลาว ในขณะที่วัดในหลวงพระบางให้ความรู้สึกของการเป็นห้องแสดงสินค้าของประเทศลาวเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชม การทำบุญใส่บาตรตอนเช้าเหมือนการแสดงโชว์ใหญ่ประจำวันที่รอบข้างเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ชักภาพกันอย่างสนุกสนาน พร้อมคิดในใจว่า เรามาถึงลาวแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกันนี้ใช้เวลาสายถึงบ่ายเดินดูวัดเก่าที่แสดงโชว์ทั่วเมือง ก่อนไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่วัดอีกแห่งหนึ่งที่มีมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์สวยที่สุด แต่ตกดึกนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกันนี้ก็นั่งดวดเหล้าเบียร์อยู่รอบ ๆ วัดนั่นเอง นี่อาจจะเป็นส่วนดีและส่วนแย่ที่คลุกเคล้าปะปนกันของการเป็นเมืองมรดกโลกจากการประกาศขององค์การยูเนสโก้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่วัดไทยส่วนมากที่ผมได้สัมผัสกลับให้ความรู้สึกของความเป็นทุนนิยมที่เคลือบโบสถ์ วิหาร และกุฏิ จนทำให้เราคิดแต่เพียงว่า การบริจาคเงินมาก จะทำให้ได้บุญมาก การบริจาคเงินน้อยย่อมเป็นสัดส่วนแปรผันเป็นความสุขที่จะได้น้อยตามไปเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้การสร้างการตลาดแบบหลายชั้นทับซ้อน (MLM) ของการบริจาคเงินเพื่อสร้างพระพุทธรูปหรือศาสนสถานใหญ่โตโอ่อ่าจึงสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมทุนนิยมแบบไทยเราได้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ และทำความเข้าใจได้โดยง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นทำให้ เมื่อภาพภิกษุสันดานกาเปิดเผยสู่สาธารณชนจึงเป็นเหมือนการถูกทุบหม้อข้าวครั้งใหญ่ แรงกระเพื่อมย่อมส่งผลให้ต้องมีนอมินีลุกขึ้นมาประท้วงในลักษณ์เดียวกับที่เราเห็นนักการเมืองไทยทำกันอยู่ หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้รับผลกระทบใด ๆ เคยทำไว้ อย่างกรณีภาพยนตร์ไทยบางเรื่องที่มีเนื้อหาไปกระทบคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้และถูกคนกลุ่มเหล่านั้นลุกขึ้นประท้วงกันเป็นกิจวัตร&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwiimIc66GI/AAAAAAAAAF0/sV0iAkRnpEQ/s1600-h/in+trend+7-10-07+-+3.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5118519752494082146" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwiimIc66GI/AAAAAAAAAF0/sV0iAkRnpEQ/s400/in+trend+7-10-07+-+3.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โดยที่สงฆ์ซึ่งถือเป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณกลุ่มนั้น ถ้าจะทำความเข้าใจภาพเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง อาจจะต้องการนำภาพเหล่านั้นไปจัดแสดงในบริเวณวัดเพื่อให้ประชาชนที่เดินทางไปค้นหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณได้เห็นภาพและเข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน มากกว่าจะเดินทางเข้าวัดเพื่อร่ำเรียนเศรษฐศาสตร์พุทธพาณิชย์ โดยมีจตุคามรามเทพรุ่นใหม่ ๆ หรือพระเครื่องรุ่นเจ๋ง ๆ ที่รอวันกลับมาทวงส่วนแบ่งทางการตลาดที่เสียไปช่วยสร้างโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งเหมาะกับนักเรียนเศรษฐศาสตร์หน้าใหม่ ๆ ทั้งหลายควรมานั่งศึกษาว่าตลาดเสรีเป็นอย่างไรและตลาดผูกขาดมีหน้าตาเป็นแบบไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพระไตรปิฎกบันทึกไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบภิกษุที่มีความปรารถนาลามก ไร้ยางอาย แสวงหาลาภสักการะชื่อเสียงในทางที่ขัดหลักพระธรรมวินัยว่า “มีความประพฤติเยี่ยงกา” (สุรพศ ทวีศักดิ์, “ค้านภิกษุสันดานกากับการแสดงท่าทีต่อพระพม่า บทพิสูจน์ภาวะผู้นำทางจิตปัญญา”, มติชนรายวัน, 7 ตุลาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ภาพภิกษุสันดานกาจึงตั้งแสดงพร้อม ๆ กับที่เราเห็นกาบินว่อนไปมาบนหน้าหนังสือและเว็บข่าว สร้างความสลดหดหู่ในจิตใจของเหล่าพุทธศาสนิกชนที่แม้ยังเข้าไม่ถึงแก่นพุทธธรรมแต่ก็มองเห็นกาเหล่านั้นชัดเจน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ป.ล. 1 ตามข่าวพระพม่าและการประท้วงเผด็จการทหารได้ที่ &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;a href="http://ko-htike.blogspot.com/"&gt;&lt;em&gt;http://ko-htike.blogspot.com/&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt; และ &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;a href="http://www.fringer.org/"&gt;&lt;em&gt;http://www.fringer.org/&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt; และอ่านนิวัต กองเพียร พูดถึงความไม่รู้ของพระในเรื่องศิลปะได้ที่ &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=5928&amp;amp;catid=8"&gt;&lt;em&gt;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=5928&amp;amp;catid=8&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ป.ล. 2 ขอขอบคุณภาพจากเว็บข่าวมติชน&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-8927878445556659904?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/8927878445556659904/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=8927878445556659904' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8927878445556659904'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8927878445556659904'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/10/blog-post_07.html' title='ภิกษุสันดานกา'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwigGYc66EI/AAAAAAAAAFk/rdA6LY6yTTU/s72-c/in+trend+7-10-07.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5480513959569380907</id><published>2007-10-04T07:33:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T07:55:22.165+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='東京 = โตเกียว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Economics'/><title type='text'>การเดินทางของฮอนมากุโระ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOauoc66BI/AAAAAAAAAFM/tFJtBzRa8TI/s1600-h/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic6.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5117103727546394642" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOauoc66BI/AAAAAAAAAFM/tFJtBzRa8TI/s400/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic6.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมเพิ่งมีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนตลาดปลาทสึคิจิ (Tsukiji) กรุงโตเกียวในฐานะตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในเช้าตรู่วันศุกร์สบาย ๆ ผมเดินทางด้วยรถไฟและรถไฟใต้ดินไปถึงตลาดเวลาหกโมงเช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนพลุกพล่าน ทั้งคนที่มาซื้อขายจริง, นักท่องเที่ยว และคนอยากรู้อยากเห็นอย่างผม ท่ามกลางผู้คนและรถขนปลาที่วิ่งกันขวักไขว่ ผมกำลังมาตามรอยการเดินทางของ “ฮอนมากุโระ” หรือ “ปลาทูน่าหนุ่ม” ที่บางครั้ง มันมีค่าตัวกว่าล้านบาทเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ตลาดปลาทสึคิจิ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ถ้าพูดถึงตลาดปลาริมแม่น้ำ หรือ อูโอกาชิ (Uogashi) นั้นจะต้องย้อนกลับไปสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคสมัยเอโดะ โดยโชกุนโตกุกาว่า อิเอยาสุ ซึ่งเป็นผู้สถาปนาเอโดะหรือกรุงโตเกียวในปัจจุบันขึ้นมาได้เชื้อเชิญเหล่าชาวประมงจาก ทสึกุดะชิมา เมืองโอซาก้า และให้สิทธิ์พวกเขาในการจับปลาเพื่อเป็นอาหารทะเลนำส่งเข้าวัง นอกจากการหาปลาเพื่อนำส่งเข้าวังแล้ว พวกชาวประมงเหล่านี้ยังขายปลาส่วนที่เหลือให้กับประชาชนทั่วไปบริเวณสะพานนิฮอนบาชิ และได้กลายเป็นจุดกำเนิดของ อูโอกาชิ ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อความต้องการปลามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น อูโอกาชิบริเวณนิฮอนบาชิก็ได้ถูกปฏิรูปครั้งใหญ่และพัฒนาขึ้นมาเป็นตลาดอย่างเต็มตัว ตลาดแห่งนี้ได้ถูกบริหารจัดการโดยเหล่าพ่อค้าส่งปลาที่ได้รับใบอนุญาตจากทางการโดยจะรับซื้อปลามาจากท่าเรือ, ขายมันให้กับลูกค้าในตลาด และสร้างเครือข่ายทางการค้าและการขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับตลาดซื้อขายผักผลไม้ซึ่งรวบรวมผักผลไม้จากบริเวณชานเมืองเอโดะก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นที่ คันดะ, เซ็นจู และ โคมาโกเมะ ซึ่งถือเป็นตลาดซื้อขายผักผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดสามแห่งของเอโดะ ซึ่งตลาดเหล่านี้ก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในลักษณ์เดียวกับตลาดปลาจากการขับเคลื่อนของผู้ค้าส่งทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยุคสมัยเอโดะนั้น ราคาสินค้าในตลาดจะถูกกำหนดโดยการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ซื้อขายเป็นหลัก ในขณะที่การประมูลสาธารณะยังแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นยกเว้นในตลาดซื้อขายผักผลไม้ แต่เมื่อย่างเข้าสู่ยุคสมัยเมจิและไตโช สิทธิ์พิเศษต่าง ๆ ของเหล่าพ่อค้าขายส่งเหล่านี้ก็ได้ถูกยกเลิกไป และต่อมาในปี 1923 ตลาดกว่า 20 แห่งในโตเกียวก็ได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของแถบคันโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมืองโตเกียวได้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์กลางตลาดขายส่งภายใต้กฎหมายตลาดศูนย์กลางค้าส่งฉบับใหม่ซึ่งได้บัญญัติขึ้นในปีเดียวกันนั้นเอง และเป็นที่มาของตลาดกลางที่ทสึคิจิ, คันดะ และ โคโต ที่ได้ก่อตั้งขึ้นมาใหม่และเมื่อผนวกกับการเติบโตของจำนวนประชากรที่เป็นไปอย่างรวดเร็วก็ทำให้ตลาดใหม่เหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและงดงาม&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOZzYc65-I/AAAAAAAAAE0/Ff1eK-dRcgA/s1600-h/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5117102709639145442" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOZzYc65-I/AAAAAAAAAE0/Ff1eK-dRcgA/s400/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พฤติกรรมตลาด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ตลาดกลางขนาดใหญ่ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับข้อมูลในการซื้อขายอย่างเพียบพร้อมโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครนั้นถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์สนใจที่จะสร้างตลาดเชิงทฤษฎีขึ้นมาและพยายามนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับตลาดในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นตลาดประมูลดอกไม้ Aalsmeer ในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีดอกไม้ซื้อขายในตลาดมากถึง 20 ล้านดอกต่อปี, ตลาดปลา Fulton ในนิวยอร์คซึ่งตั้งอยู่บนถนน Fulton บนเกาะแมนฮัตตันมากว่า 150 ปีก่อนที่จะย้ายไปยัง Hunts Point ในแถบ South Bronx เมื่อปี 2005 โดยเป็นตลาดปลาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากตลาดปลาทสึคิจิ และตลาดปลาทสึคิจิ ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสินค้าปลาแล้วถือว่าเป็นสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างจากสินค้าอื่น ๆ เนื่องจากมีความหลากหลายของตัวสินค้าที่ค่อนข้างสูง โดยตลาดปลาทสึคิจิมีการซื้อขายสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากถึง 7 แสนตันต่อปี วันละ 2 ล้านกว่ากิโลกรัม หรือคิดเป็นเงินมากถึง 6 แสนล้านเยน หรือวันละพันกว่าล้านบาท โดยแต่ละวันจะมีสัตว์ทะเลและของทะเลมากกว่า 400 รายการจากทั่วโลก 60 ประเทศจาก 6 ทวีป ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายทะเล, คาเวียร์, ปลาซาร์ดีนราคาถูก ๆ, ไข่ปลาคาเวียร์ ไปจนถึงปลาทูน่าน้ำหนัก 300 กิโลกรัมที่ซื้อขายกันตัวละกว่า 3 ล้านเยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Kathryn Graddy ได้ศึกษาตลาดปลา Fulton และพบว่า ผู้ค้าในตลาดมีแนวโน้มจะตั้งราคาสินค้าที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นชาวเอเชียมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าผู้ซื้อชาวผิวขาวทั่วไป โดยเหตุผลหลักเกิดจากการที่ผู้ซื้อชาวเอเชียเหล่านั้นมีลูกค้าในไชน่าทาวน์ที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ในเชิงทฤษฎีแล้ว ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์จะช่วยแก้ปัญหาการที่ผู้ขายสินค้าจะตั้งราคาสำหรับกลุ่มลูกค้าผิวขาวสูงกว่าลูกค้ากลุ่มอื่นก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะเกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์ได้แม้ในตลาดปลาขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งตลาดสามารถทำงานได้ดีเพียงไร ก็จะทำให้ธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น ธุรกรรมหลาย ๆ อย่างจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างมาก กล่าวคือ จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้เกิดธุรกรรมที่ทันสมัยหลาย ๆ อย่าง ได้แก่ ระบบกฎหมาย, การให้เครดิต, ระบบการเงิน และระบบการจัดการบัญชี ซึ่งรวมถึงการซื้อขายหุ้นซึ่งเปรียบเสมือนการให้ยืมเงินเพื่อแลกกับอนาคตที่อาจจะสดใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจำเป็นต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่นักบัญชี, ผู้กำหนดกฎหมาย, โบรกเกอร์, และนักกฎหมายเพื่อทำให้ธุรกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ภาคส่วนจึงเกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนการทำธุรกรรมให้ต่ำลงเพื่อทำให้ธุรกรรมที่ซับซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOaNYc65_I/AAAAAAAAAE8/3FKfisbHepk/s1600-h/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic7.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5117103156315744242" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOaNYc65_I/AAAAAAAAAE8/3FKfisbHepk/s400/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic7.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการก่อตั้งศูนย์กลางตลาดค้าส่งในประเทศญี่ปุ่นนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นภายใต้กฎหมายตลาดค้าส่งเพื่อเป็นสถานที่ในการซื้อขายอาหารสดที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ปลา, ผัก, ผลไม้, เนื้อสัตว์ และ ดอกไม้ ตลาดเหล่านี้ตั้งขึ้นมาสำหรับสินค้าที่เสียง่ายไม่สามารถเก็บเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ นอกจากนี้ สินค้าเหล่านี้ยังอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นทำให้ราคาของสินค้าเหล่านี้จะเคลื่อนไหวขึ้นลงในช่วงที่กว้างกว่าสินค้าอื่น ๆ มาก ดังนั้น ตลาดค้าส่งนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อทำให้การจัดส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีศูนย์กลางตลาดค้าส่งอยู่ 88 แห่งใน 56 เมืองทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นตลาดสำหรับสินค้าผักและผลไม้ 5 แห่ง, ตลาดปลา 54 แห่ง, ดอกไม้ 19 แห่ง และเนื้อสัตว์อีก 10 แห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการประมูลในตลาดปลานี้ ตลาดปลาจะทำหน้าที่เป็นตลาดกลางในการจับคู่ระหว่างปลากับผู้ซื้อ โดยอาศัยหลักการที่ว่าตลาดกลางขนาดใหญ่จะสามารถจับคู่ผู้ซื้อและปลาได้ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ความหลากหลายของสินค้าปลาเป็นตัวอธิบายที่ดีว่าทำไมตลาดปลาถึงยังคงอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ ในขณะที่การซื้อขายสินค้าอื่น ๆ ค่อย ๆ เลิกการซื้อขายในลักษณะรวมศูนย์มากขึ้นๆ แล้ว เนื่องจากปลาสดจะเป็นสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพราะปลาเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย, อุปสงค์ของสินค้าก็ยากที่จะคาดเดาได้ และปลาแต่ละตัว ๆ ก็มีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าสินค้าเกษตรอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งระดับความหลากหลายของสินค้าที่มีสูงรวมถึงโครงสร้างของตลาดปลาทำให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมทางการตลาดที่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นและทำให้ตลาดเกิดการแยกส่วน ผู้ซื้อในตลาดปลาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของลูกค้าซึ่งมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ภัตตาคารเล็ก ๆ ที่เอาเนื้อปลาไปทำลูกชิ้นราคาถูก ๆ, ภัตตาคารหรูหราใจกลางมหานครบนตึกสูงระฟ้า, ไปจนถึงร้านซูชิเล็ก ๆ ชานกรุงโตเกียว&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwObDIc66CI/AAAAAAAAAFU/oM419Br0x34/s1600-h/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5117104079733712930" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwObDIc66CI/AAAAAAAAAFU/oM419Br0x34/s400/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการประมูลปลาทูนาในตลาดทสึคิจินั้นจะเริ่มต้นประมาณตีห้าครึ่ง โดยปลาทูนาจะถูกเขียนเบอร์ไว้บนตัวด้วยสีผสมอาหาร เมื่อระฆังมือถูกสั่น ก็เป็นสัญญาณของการเริ่มประมูลปลาทีละตัว ๆ โดยตัวแทนของบริษัทที่เข้าร่วมประมูลจะเดินสำรวจปลาทีละตัว ๆ ที่เรียงเป็นแถวยาวอย่างละเอียดตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว และอาจจะทำสัญลักษณ์ไว้สำหรับปลาที่ตัวเองสนใจ ผู้นำการประมูลจะเดินไปที่ปลาทีละตัว ๆ, ประกาศราคากลางออกมาและเปิดให้ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอราคาสำหรับทูน่าตัวนั้น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัฒนธรรมการประมูลปลาในตลาดทสึคิจิจะมีความเฉพาะตัวอยู่และมีสัญลักษณ์ รวมถึงคำพูดที่ใช้ที่เข้าใจได้โดยผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นเองก็ไม่สามารถเข้าใจภาษาเฉพาะเหล่านั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผู้นำการประมูลได้ราคาที่เป็นที่ยอมรับแล้วก็จะส่งสัญญาณมือที่เรียกว่า “เทยาริ” เพื่อบอกให้ผู้เข้าประมูลทราบถึงราคาที่เป็นที่ยอมรับและราคาสุดท้ายที่ตกลงกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจบลงภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการซื้อขายปลาแล้ว ในตลาดทสึคิจิยังมีการประมูลผักผลไม้, เนื้อสัตว์ และดอกไม้อีกด้วย โดยจะเริ่มต้นเร็วช้าแตกต่างกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อนาคตของตลาดปลาทสึคิจิ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนการย้ายตลาดปลาทสึคิจิในปี 2012 ไปยังโทโยซึ เขตโคโต กรุงโตเกียว ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ตั้งโรงงานโตเกียวแก๊สมาก่อนนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมของกระแสความไม่เห็นด้วยให้กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยรัฐบาลให้เหตุผลที่จำเป็นต้องมีการย้ายตลาดไปเนื่องจาก ตลาดปลาทสึคิจิในปัจจุบันนั้นได้เสื่อมสภาพลงไปมากหลังจากที่ได้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1935 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ปริมาณสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้สถานที่ตั้งเดิมนี้ค่อนข้างคับแคบและไม่สามารถขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โทโยซึมีพื้นที่ประมาณ 40.7 เฮกเตอร์ ซึ่งคิดเป็นสองเท่าของตลาดทสึคิจิในปัจจุบัน จึงถือว่าเหมาะสมสำหรับการสร้างตลาดปลา การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการจับจ่ายซื้อสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปอย่างกว้างขวางเนื่องจาก โทโยซึ ที่ทางการมีโครงการจะย้ายตลาดปลาไปไว้ที่นั่นนั้นเคยเป็นที่ตั้งของโรงงานแก๊สมาก่อน จึงถูกโจมตีว่าพื้นที่นั้นน่าจะมีปริมาณสารเคมีใต้ผืนดินในปริมาณที่มากเกินมาตรฐานปกติ ซึ่งประเด็นด้านสารเคมีตกค้างนี้ทางเทศบาลกรุงโตเกียวมิได้แจ้งให้บรรดาเจ้าของร้านค้าต่าง ๆ ในตลาดทสึคิจิได้รับทราบ ทำให้เจ้าของร้านต่าง ๆ เห็นแต่ด้านดีของการย้ายไปยังโทโยซึ และเจ้าของร้านประมาณ 800 รายหรือคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของร้านทั้งหมดเห็นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปริมาณสารเคมีที่พบในดินที่มีขนาดเกินมาตรฐาน ได้แก่ Benzene, Cyan, Arsenic, ปรอท, ตะกั่ว และ แคดเมี่ยม ซึ่งยังผลให้ดินและน้ำบาดาลในแถบโทโยซึมีโอกาสเปรอะเปื้อนสารเคมีเหล่านี้สูงมาก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwObV4c66DI/AAAAAAAAAFc/Vd67skQyn6A/s1600-h/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic7.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5117104401856260146" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwObV4c66DI/AAAAAAAAAFc/Vd67skQyn6A/s400/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic7.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ทางเทศบาลกรุงโตเกียวได้ได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาโดยวิธีการเปลี่ยนหน้าดิน กล่าวคือ จะเป็นการขุดเอาหน้าดินออกจากผิวดินความลึก 2 เมตร จากนั้นถมดินใหม่หนา 2.5 เมตร แต่วิธีนี้ก็ถูกนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมโจมตีว่าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินได้ แต่ยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องมลพิษของน้ำบาดาลได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีปัญหากรณีการเกิดแผ่นดินไหวและทสึนามีที่จะทำให้การอพยพผู้คนในตลาดแห่งใหม่เป็นไปด้วยความยากลำบากอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี การย้ายตลาดไปยังโทโยซึยังคงเป็นหัวข้อสนทนาและถกเถียงกันอีกยาวนาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็มองเห็นว่า การย้ายตลาดจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่คงต้องใช้เวลาอีกมากพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;สำหรับตลาดปลาแล้ว นี่คือโมเดลทางเศรษฐกิจที่มีความยุติธรรมมากที่สุดเท่าที่จะพอหาได้ในระบบเศรษฐกิจแบบลักปิดลักเปิดแบบสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบัน การเดินทางของฮอนมากุโระจากทะเลน้ำลึก เข้าตลาดปลา จนมาเสริฟบนโต๊ะอาหารของเราเป็นการเดินทางที่ยาวนานและผ่านประสบการณ์มากมายของปลาทูน่าหนุ่มตัวหนึ่ง ซึ่งถ้ามันเขียนบทบันทึกเล่าเรื่องการเดินทางของมันได้ คงเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่สะท้อนวัฏจักรของชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้อีกชีวิตหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;คุณอยากอ่านบทบันทึกเล่มนี้เหมือนผมไหมครับ&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อ่านเพิ่มเติม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Issenberg, Sasha. (2007), The Sushi Economy: Globalization and the Making of a Modern Delicacy, New York: Gotham Books.&lt;br /&gt;2. Bestor, Theodore C. (2004), Tsukiji: The Fish Market at the Center of the World, Berkeley and Los Angeles: University of California Press.&lt;br /&gt;3. สาลินี (2550), เจแปน เจอนั่น เจอนี่, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วงกลม.&lt;br /&gt;4. วันชัย ตัน (2549), บันทึกญี่ปุ่น, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วงกลม.&lt;br /&gt;5. Harford, Tim (2007), ‘How to See a Tuna: What Fish Markets Teach about the Economy,’ Slate.com, June 22, 2007.&lt;br /&gt;6. Graddy, Kathryn (-), ‘Markets: The Fulton Fish Market,’ Forthcoming, Journal of Economic Perspectives.&lt;br /&gt;7. สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการคลัง, ‘ตลาดปลาซึคิจิจะต้องย้ายหรือไม่,’ 30 July 2007, &lt;a href="http://www.thaiceotokyo.jp/thai/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=570&amp;amp;Itemid=1"&gt;http://www.thaiceotokyo.jp/thai/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=570&amp;amp;Itemid=1&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารผู้จัดการรายเดือนฉบับเดือนกันยายน 2550 สามารถดูรายละเอียดได้ที่ &lt;a href="http://gotomanager.com/news/details.aspx?id=62429"&gt;http://gotomanager.com/news/details.aspx?id=62429&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5480513959569380907?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5480513959569380907/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5480513959569380907' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5480513959569380907'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5480513959569380907'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='การเดินทางของฮอนมากุโระ'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RwOauoc66BI/AAAAAAAAAFM/tFJtBzRa8TI/s72-c/Article+%E2%80%93+Special+%E2%80%93+Pic6.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-8998383769533500001</id><published>2007-07-22T19:41:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:29:58.057+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Films'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><title type='text'>Paris, je t’aime: เรารักปารีส</title><content type='html'>จริง ๆ แล้ว เมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ, ลอนดอน, ซิดนีย์, ปักกิ่ง หรือ ปารีส ก็หมือนหนังสือเล่มหนา ๆ เล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละภาคส่วนของเมือง ในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่สวนสาธารณะเล็ก ๆ ริมขอบชานเมือง, ในสุสาน, ที่จอดรถข้างถนน, ร้านอาหาร เรื่อยไปจนถึงใต้หลังคาบ้านแต่ละหลังที่มีเรื่องเล่ามากมายพอที่จะเอามาเขียนเป็นหนังสือเล่มบางเล่มหนาอีกหลายพันหลายหมื่นเล่ม&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNK0K2zfTI/AAAAAAAAAEc/2M6zf1H_1vo/s1600-h/Lives+and+Love,+Films+22-7-07.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5089994263986666802" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNK0K2zfTI/AAAAAAAAAEc/2M6zf1H_1vo/s400/Lives+and+Love,+Films+22-7-07.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Paris, je t’aime หรือ Paris, I Love You เป็นเรื่องราวความรักที่มีต่อกรุงปารีสจากสายตาของผู้กำกับ 20 คนที่ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว 18 เรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละเมืองย่อย ๆ ของกรุงปารีส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรุงปารีสแบ่งออกเป็นเมืองย่อย ๆ 20 เมืองที่เรียกว่า &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Arrondissements_of_Paris"&gt;arrondissements municipaux&lt;/a&gt; หรือ arrondissements หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า municipal boroughs ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 1st arrondissement ไปจนถึง 20th arrondissement โดย arrondissement ลำดับที่ 1 คือ เมืองที่เรียกว่า Tuileries และลำดับที่ 20 คือ Père-Lachaise&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Paris, je t’aime ประกอบด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองย่อย ๆ เพียง 18 เมืองเท่านั้นเนื่องจากมีอยู่สองเรื่องที่ไม่สามารถเข้ากับเรื่องนี้ได้จึงถูกตัดทิ้งไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Paris je t’aime เป็นโครงการภาพยนตร์ในแบบที่เรียกว่า Anthology Film โดยเป็นการนำเอาผู้กำกับหลาย ๆ คนซึ่งอาจจะเป็นคนในหลายรุ่นหรือรุ่นเดียวกันก็แล้วแต่มาช่วยกันทำหนังสั้นคนละหนึ่งเรื่องตามแต่ละโครงการกำหนดคอนเซ็ปต์เอาไว้ จากนั้นนำเอาเรื่องทั้งหมดมาร้อยเรียงรวมกันกลายเป็นหนังขนาดยาว โดยในเรื่องหนึ่งอาจจะประกอบด้วยหนัง 2 – 3 เรื่องไปจนถึงมากกว่า 20 เรื่องก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNPx62zfVI/AAAAAAAAAEs/BbOh5aFdmtU/s1600-h/Lives+and+Love,+Films+22-7-07+-+3.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5089999722890100050" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" height="263" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNPx62zfVI/AAAAAAAAAEs/BbOh5aFdmtU/s400/Lives+and+Love,+Films+22-7-07+-+3.JPG" width="359" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ใน 18 เรื่องย่อยที่เกิดขึ้นในเรื่อง Paris, je t’aime นั้นเป็นมุมมองของผู้กำกับแต่ละคนเกี่ยวกับความรักที่มีต่อปารีสของพวกเขา บางเรื่องก็ดูซับซ้อนจนตีความไม่ออก บางเรื่องก็เป็นเรื่องราวความรักง่าย ๆ ตั้งแต่ความรักของหนุ่มสาว, สามีภรรยา ไปจนถึงความรักของพ่อหรือแม่ที่มีต่อลูก ไปจนถึงความรักของชายรักชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสองเรื่องที่ผมชอบมากที่สุด เรื่องหนึ่งเป็นความรักระหว่างสามีภรรยา สามีตั้งใจว่าจะบอกภรรยาว่าเขามีเมียน้อยที่รักกันมากและอยากจะขอเลิกกับเธอ แต่ในการพบกันนั้น เธอกับบอกเขาว่าเธอเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว และคงจะตายในอีกไม่นาน สามีได้ยินดังนั้น ตัดสินใจบอกเลิกเมียน้อยและกลับมาดูแลภรรยาให้ใกล้ชิดที่สุด เพื่อให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของภรรยามีความสุขให้มากที่สุด ในบ้านเล็ก ๆ ในเขตเมืองที่เรียกว่า Bastille ซึ่งเป็น arrondissements ลำดับที่ 12 ฉายให้เห็นภาพความรักของสามีภรรยา ที่บทบรรยายไทยเขียนไว้ว่า เขากลับมาเป็นคนมีความรักอีกครั้ง จริง ๆ ความรักมันก็ง่าย ๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน และพร้อมจะรื้นน้ำตาได้ง่าย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเรื่องเป็นความรักของเด็กชายที่กำลังหัดจีบสาว และหนังบอกว่า เขายังมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมากมายเกี่ยวกับความรักไปตลอดชีวิต แสงจ้า ๆ ยามสาย ๆ ถึงบ่ายฉายให้เห็นภาพการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ในชีวิตของเด็กชายที่ต่อไปในภายภาคหน้า เขาก็จะต้องพบกับช่วงที่ฝนตกหนัก และฤดูหนาวที่แสนจะหนาวเหน็บ แต่ท้ายสุดแล้ว ชีวิตก็จะวนกลับมาสู่วันที่มีแสงจ้า ๆ ยามบ่ายอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNPa62zfUI/AAAAAAAAAEk/nY1iFStK_Ns/s1600-h/Lives+and+Love,+Films+22-7-07+-+2.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5089999327753108802" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" height="217" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNPa62zfUI/AAAAAAAAAEk/nY1iFStK_Ns/s400/Lives+and+Love,+Films+22-7-07+-+2.JPG" width="352" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม เมื่อนึกถึงปารีส ผมนึกถึงถนน Champs-Élysées และเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ ที่อาศัยร้านกาแฟริมถนนในมหานครปารีสในการสร้างงานเขียนชั้นเยี่ยมมากมาย ผมนึกถึงแดดอ่อน ๆ ยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาบนโต๊ะกาแฟ ในขณะที่เฮมมิ่งเวย์กำลังจรดดินสอเขียนแต่ละประโยคออกมาอย่างแช่มช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ปารีส โรแมนติกเสมอมาครับ &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. อยากรู้จักหนังเรื่องนี้มากขึ้น อ่านได้ที่ &lt;a href="http://www.onopen.com/2006/02/1100"&gt;Paris, je t’aime มะรุมมะตุ้มรุมรักปารีส&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Paris,_je_t"&gt;Paris, je t’aime ใน Wikipedia&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0401711/"&gt;IMDb&lt;/a&gt; รวมถึง&lt;a href="http://www.firstlookstudios.com/pjt/"&gt;เว็บไซท์อย่างเป็นทางการ&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-8998383769533500001?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/8998383769533500001/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=8998383769533500001' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8998383769533500001'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8998383769533500001'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/07/paris-je-taime.html' title='Paris, je t’aime: เรารักปารีส'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RqNK0K2zfTI/AAAAAAAAAEc/2M6zf1H_1vo/s72-c/Lives+and+Love,+Films+22-7-07.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-9064947189628815579</id><published>2007-07-05T08:00:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:29:59.523+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><title type='text'>ความจำสั้น ความฝันยาว</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror_R9XClgI/AAAAAAAAAEU/-5r8AyoN1g0/s1600-h/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07++-+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083155813435086338" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror_R9XClgI/AAAAAAAAAEU/-5r8AyoN1g0/s400/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07++-+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;จำได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอพี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) ตัวเป็น ๆ นั้นประมาณเกือบ 6 – 7 ปีก่อนที่โรงแรมดุสิตธานี ผมจำไม่ได้ว่าพี่เค้ามาเนื่องในโอกาสอะไร รู้แต่ว่าเป็นงานที่เชิญพี่เค้ามาพูดเรื่องอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับความฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้จักพี่จุ้ยก่อนรู้จักเฉลียง ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะรู้จักพี่เค้าจากงานเขียนโดยเฉพาะงานเขียนในนิตยสารไปรยาลใหญ่ ซึ่งเป็นนิตยสารที่แนวมากพอ ๆ กับนิตยสาร a day ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัย 20 ปีที่แล้วความตึงเครียดทางด้านเศรษฐกิจยังไม่ซับซ้อนเท่าทุกวันนี้ แต่นิตยสารไปรยาลใหญ่ก็เป็นหนังสือแนวเพื่อชีวิตเพียงไม่กี่เล่มที่หาซื้อได้ตามแผง คำว่าเพื่อชีวิตนี้ผมไม่ได้นึกไปถึงหน้าพี่แอ้ด คาราบาว แต่ผมพูดถึงเพื่อชีวิตที่สดใสหรือเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงแนวหนังสือแนวศาสนา, จิตวิทยา, หรืออาจจะเข้มข้นเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งอย่าง ฅ. ฅน ในปัจจุบันก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงรู้จัก ศุ บุญเลี้ยง ในฐานะหนึ่งในเจ้าสำนักศิษย์สะดือมาก่อนที่จะรู้จักเฉลียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา เฉลียงเพิ่งมีคอนเสิร์ท “งานดนตรีบำบัด ถาปัดจัด เฉลียงโชว์” เพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของสมาคมนิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาของคณะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเอง เพียงแต่ติดตามห่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ในฐานะคนที่ชื่นชอบเฉลียงอีกคนหนึ่งแต่ไม่ค่อยแสดงออก โดยมีน้องแถว ๆ นี้ไปดูซึ่งผมก็แอบเลียบ ๆ เคียง ๆ ไปถามความเป็นไป&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror--9XCleI/AAAAAAAAAEE/EVfFvY0nz0w/s1600-h/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07+-+2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083155487017571810" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror--9XCleI/AAAAAAAAAEE/EVfFvY0nz0w/s400/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07+-+2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คืนวันอาทิตย์หลังคอนเสิร์ทผมได้มีโอกาสรำลึกความหลังเกี่ยวกับเฉลียงผ่านรายการ “ย้อนรอย” ซึ่งพูดถึงเส้นทางการเติบโตและวันคืนอันแสนสุขของเฉลียง ในยุคสมัยที่นักร้องในวงยังเป็นหน้าละอ่อนอยู่ ในขณะที่ปัจจุบันล้วนมีลูกมีเต้าและกำลังอยู่บนเส้นทางของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความฝันที่บ่มเพาะมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบเฉลียงตรงที่พวกเขามองโลกในแง่ดี พวกเขาคือกลุ่มคนที่ชอบเดินชมดอกไม้ไปตามรายทาง เหนื่อยก็พัก หยิบผลไม้ที่ตกตามพื้นมาเช็ดฝุ่นและบิแบ่งกันกิน พวกเขาไม่ใช่คนที่จะเลือกตัดต้นไม้และสร้างถนนขึ้นเขา แต่พวกเขาเลือกที่จะเดินเลียบริมทางที่มีอยู่แล้ว หรือแหวกต้นไม้ใบหญ้าเพื่อไปให้ถึงยอดเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยุคสมัยหนึ่ง มันคือความสวยงามของชีวิตโดยเฉพาะชีวิตวัยรุ่นที่ยังไม่มีห่วงหน้าพะวงหลัง พวกเขาสามารถใช้ชีวิตวัยรุ่นได้อย่างเต็มที่ พวกเขาพร้อมจะล้มลงแต่ก็ยังมีเพื่อนร่วมทางคอยฉุดให้ลุกขึ้นเดินต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เฉลียงชุดสุดท้ายซึ่งผมมองว่า พวกเขาเริ่มมองเห็นความจริง ชีวิตไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป พวกเขามาถึงจุดสูงสุดที่พวกเขาไม่สามารถที่จะมองโลกสวยงามได้อีกต่อไปแล้ว นั่นทำให้ความเฉลียงต้องสิ้นสุดลงเพราะเฉลียงคือโลกของความฝัน&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror_I9XClfI/AAAAAAAAAEM/SBGUv_LMGPQ/s1600-h/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07+-+3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083155658816263666" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror_I9XClfI/AAAAAAAAAEM/SBGUv_LMGPQ/s400/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07+-+3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราเปรียบเทียบแต่ละเพลงในชุดแรกของเฉลียง คือ ปรากฏการณ์ฝน มาจนถึง ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า จะเห็นความเข้มข้นจริงจังที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ นั่นทำให้หลาย ๆ คนยังคงโหยหาคืนวันอันแสนหวานของชุดแรก ๆ ของเฉลียงอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างเพลงเที่ยวละไมคือชีวิตการท่องเที่ยวแบบโบกรถของวัยรุ่นที่เพลงเที่ยวละไมสามารถให้อารมณ์และความรู้สึกที่ตรงจุดมากที่สุด เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนตามต่างจังหวัดผมมักจะนึกถึงเพลงเที่ยวละไมเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจาก ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า ออกวางแผงโดยไม่มีพี่จุ้ยร่วมงานอยู่ด้วย ผมพยายามหาคำตอบว่า ทำไมเฉลียงจึงหันมามองโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว และทำไมพี่จุ้ยต้องเลือกวางมือจากเฉลียงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งมาเจอคำตอบจากการไปฟังพี่เค้าในงานนั้นเอง พี่เค้าบอกว่า แม้ความจำของเราจะแย่เพียงไร แต่ความฝันจะต้องยืนยาวเสมอ เราต้องพยายามรักษาความฝันให้คงอยู่ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ มิฉะนั้นแล้วเราคงจะไม่มีพลังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝันที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้เดินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความฝันของเฉลียงในแต่ละยุคสมัยจึงไม่ต้องเหมือนกัน พี่จุ้ยจึงเลือกออกไปสร้างฝันในแนวทางของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งเวลาใด พี่จุ้ยและสมาชิกคนอื่น ๆ ก็พร้อมกลับมารำลึกความฝันสมัยยังเยาว์วัยร่วมกันอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;คิดถึงเฉลียงครับ&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. 1 สนใจอ่านนิตยสารไปรยาลใหญ่ฉบับเก่า ๆ บางเรื่องบางตอนได้ที่ &lt;a href="http://www.katikala.com/somethingelse/index.html"&gt;http://www.katikala.com/somethingelse/index.html&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ป.ล. 2 ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซท์เฉลียง &lt;a href="http://www.chaliang.com/gallery.asp"&gt;http://www.chaliang.com/gallery.asp&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-9064947189628815579?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/9064947189628815579/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=9064947189628815579' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/9064947189628815579'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/9064947189628815579'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='ความจำสั้น ความฝันยาว'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/Ror_R9XClgI/AAAAAAAAAEU/-5r8AyoN1g0/s72-c/Lives+and+Love,+Nostalgia+for+good+old+days+4-7-07++-+1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-717113030485290867</id><published>2007-06-28T07:55:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:29:58.817+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='東京 = โตเกียว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><title type='text'>เรื่องเล็กในเมืองใหญ่ : ปากซอยโตเกียว</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMG0dXClcI/AAAAAAAAAD0/PWYUI3fXbWw/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5080912302908282306" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMG0dXClcI/AAAAAAAAAD0/PWYUI3fXbWw/s400/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมเป็นคนชอบตรอกซอกซอยและถนนมากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่า ตอนเป็นเด็กปอหนึ่ง ซึ่งโตสักนิดพอที่คุณครูจะยอมให้ไปเรียนบนชั้นสองของอาคารไม้ฟากฝั่งนักเรียนชั้นเล็กซึ่งประกอบด้วยนักเรียนชั้นเตรียมประถม (ปัจจุบันไม่น่าจะมีแล้ว น่าจะเป็นอนุบาลสองหรือสาม) นักเรียนปอหนึ่งและพี่ใหญ่เป็นนักเรียนปอสอง ในขณะที่รุ่นพี่ ๆ คือ ชั้นปอสามถึงมอสามจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งที่มีซอยเล็กคั่นกลาง ทุกครั้งที่เหม่อลอยมองออกนอกห้องเรียนผมมักจะมองลงไปยังบ้านเรือนและซอกซอยที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียน ผมรู้สึกว่าโลกทั้งใบอยู่ในมือของผม ผมสามารถจินตนาการได้ว่าผมจะเดินไปในซอยไหน, เดินผ่านบ้านไหน และจะพบเจออะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเรียนชั้นสูงขึ้น ๆ หรือมีโอกาสอยู่บนตึกสูงขึ้น ๆ แค่ไหน โลกในมือของผมก็กว้างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะทำให้บ้านเรือนดูเล็กกระจ้อยร่อยลงไปเรื่อย ๆ ก็ตามที ผมก็ยังคงจินตนาการว่าได้เดินไปเดินมาในตรอกซอกซอยเหล่านั้น ในโลกแห่งจินตนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมไม่ได้หยุดอยู่แค่การมองจากมุมสูง ผมมักจะหาโอกาสเดินซอกแซกไปในตรอกซอกซอยต่าง ๆ ด้วย นาน ๆ ทีก็จะตัดออกสู่ถนนใหญ่เพื่อเยี่ยมเยียนอีกโลกหนึ่ง ขณะเดียวกันผมก็มองหาซอกซอยใหม่ไปในตัวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ผมยังมีตัวต่อเลโก้ในครอบครองที่ทำให้ผมสามารถสร้างโลกจินตนาการขึ้นมาได้ เป็นโลกใหม่ที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาเองในยุคที่คอมพิวเตอร์ตามบ้านยังเป็นเรื่องเล่าในนิยายวิทยาศาสตร์ แม้ท้ายที่สุดของการเล่นในแต่ละวันจะจบลงด้วยการทำลายเมืองจินตนาการนั้นก่อนที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoME39XClVI/AAAAAAAAAC8/moffU9h3Fu0/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoME39XClVI/AAAAAAAAAC8/moffU9h3Fu0/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMGLNXClZI/AAAAAAAAADc/xjCKOGZ4uMM/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5080911594238678418" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMGLNXClZI/AAAAAAAAADc/xjCKOGZ4uMM/s400/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมคิดว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีส่วนช่วยสร้างโลกจินตนาการที่ผมชื่นชอบและเสพติดมันมาจนถึงปัจจุบัน การ์ตูนญี่ปุ่นในยุคสมัยผมยังเป็นเด็กไม่ว่าจะเป็นโดเรมอน, ฮาโตริ, ปาร์แมน ได้สร้างภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นให้ผมจินตนาการถึงมัน บ้านโนบิตะหลังเล็ก ๆ มีสวนรอบบ้าน, ถนนจากหน้าบ้านไปสู่ตรอกซอกซอยต่าง ๆ, รถยนต์ที่จอดทิ้งข้างทาง และสวนเล็ก ๆ ที่มีท่อน้ำสามท่อวางทิ้งไว้ ผมชอบตอนที่โดเรมอนกับโนบิตะใช้ใบพัดไม้ไผ่บินขึ้นเหนือท้องฟ้าของเมืองเพราะมันทำให้ผมเห็นเมืองในจินตนาการชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMFNNXClWI/AAAAAAAAADE/ZAZNCAs2kgw/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMFNNXClWI/AAAAAAAAADE/ZAZNCAs2kgw/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+2.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่นับการ์ตูนญี่ปุ่นแล้ว อาจจะกล่าวได้ ผมมีความผูกพันกับความเป็นญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานและเหนียวแน่น หนังสือเล่มแรกในชีวิตที่ผมยืมจากห้องสมุดสมัยเรียนชั้นประถมคือหนังสือ “ญี่ปุ่นปัจจุบัน” ในขณะที่หนังสือท่องเที่ยวเล่มแรกที่ผมอ่านสมัยเรียนมัธยมก็เป็นหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นของมนันยา ซึ่งเป็นการเขียนจดหมายจากหลานถึงป้าแหเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่น รวมถึงนิตยสาร Friend ซึ่งเป็นนิตยสารรายเดือนเกี่ยวกับวัฒนธรรม, การเมือง และรูปภาพ ของประเทศญี่ปุ่นที่สามารถพบหาได้ตามห้องสมุด ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แต่เราไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายหนังสือและนิตยสารทั่วไป ผมติดตามอ่าน Friend ตั้งแต่เรียนมัธยมจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย และถ้ามีโอกาสก็จะแวะไปอ่านเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบ้าญี่ปุ่นไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งมีโอกาสไปถึงญี่ปุ่น และโลกของตรอกซอกซอยในจินตนาการซึ่งผมเคยคิดว่ามันเป็นเพียงของเล่นก็กลับกลายเป็นชีวิตจริง สนามเบสบอล, รถยนต์ที่จอดข้างทาง และบ้านหลังเล็ก ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรอกซอกซอยคือชีวิตเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าและอาคารขนาดใหญ่ ผมชอบเดินตรอกเพราะผมชอบชีวิตของคนเล็ก ๆ มากกว่าการติดตามชีวิตของคนยิ่งใหญ่คับฟ้า เรื่องราวที่ผมสนใจจึงเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไปและอาจจะหาอ่านได้ค่อนข้างยากในหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั่วไป ในซอยคุณอาจจะไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ, ไม่เห็นหอคอยโตเกียว, ไม่เจอเรื่องราวของวัดอาซากุสะ แต่ในนี้คุณจะได้พบร้านกาแฟเล็ก ๆ, เห็นวัดเล็ก ๆ สงบ ๆ ที่มองหาคนไม่เจอแม้แต่คนเดียว, พนักงานตัวเล็ก ๆ ในร้านอาหารราคาประหยัดและบางเสี้ยวก็อาจจะแว่บ ๆ เห็นยอดหอคอยโตเกียวที่โผล่เข้ามาบ้างในบางฉากบางตอนแต่ไม่สามารถเข้ามาแย่งซีนได้ (ถ้าไม่เด่นจริง ๆ ในระดับสมชาย ศักดิกุล)&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMF1NXClYI/AAAAAAAAADU/NM_jak5KS5Q/s1600-h/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5080911216281556354" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMF1NXClYI/AAAAAAAAADU/NM_jak5KS5Q/s400/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมใช้ชีวิตอยู่ในโตเกียวเพียงแปดวันเท่านั้น แต่เป็นแปดวันที่ผมพยายามเป็นนักเดินทางมิใช่นักท่องเที่ยว ผมไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่าง ๆ ในโตเกียวเพียงไม่กี่แห่ง แต่ผมทุ่มเทเวลาให้กับแต่ละที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันน่าเสียดายเหมือนกันเพราะผมไม่ได้เที่ยวสถานที่ดัง ๆ หลาย ๆ แห่งแต่ผมคิดว่าวันหนึ่งผมก็น่าจะได้กลับมาใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะเข้าใจความเป็นโตเกียวได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเที่ยวทั่วโตเกียว เพราะถ้าจะเที่ยวให้ทั่วโตเกียวจริง ๆ อาจจะต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อทำความเข้าใจมัน เหมือนเราพยายามเข้าใจผู้หญิงสักคนหนึ่ง แปดวันในโตเกียวจึงเหมือนเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งนัดเจอหญิงสาววันแรก ๆ เพิ่งมีโอกาสออกเดท พูดคุย ทำความรู้จัก แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากจึงไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย เพราะนี่เป็นช่วงฮันนีมูนที่ชายหนุ่มเจอแต่ด้านที่สวยงามของหญิงสาว ในขณะที่หญิงสาวก็ได้เห็นแต่ด้านดี ๆ ของชายหนุ่ม แปดวันในโตเกียวจึงมีแต่ความสวยงาม มองไม่เห็นด้านที่ย่ำแย่ มันเป็นช่วงของการสวยผาด แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้พิศและเพ่งมองมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเปรียบเหมือนการอ่านหนังสือ ผมก็เป็นเด็กที่เพิ่งหัดอ่าน ก ไก่ ข ไข่ แต่ริอ่านจะเขียนประโยคโดยยังไม่เข้าใจไวยากรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปดวันของการตะลุยตรอกซอกซอย การเที่ยวไปไม่กี่ที่ในแต่ละวัน หรือบางวันก็จมจ่อมอยู่กับที่ที่นั้นไปทั้งวัน อาจจะเห็นด้านลึกบ้าง แต่ก็เป็นความลึกแบบตื้นเขินเพราะยังลงไปไม่ถึงจุดลึกที่สุดของมัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงมุมมองของชายหนุ่มในช่วงฮันนีมูนที่คงไม่สามารถเอาสาระไปอ้างอิงทางวิชาการใด ๆ ได้ ยกเว้นยกขึ้นเพื่อกล่าวถึงความรู้สึกด้านบวกเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ความรู้สึกของคนบ้าญี่ปุ่น บ้าโลกของจินตนาการ และโลกตุ๊กตา เรามาถึงปากซอยกันแล้วครับ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ป.ล. ช่วงนี้ไปญี่ปุ่นหลังจากเพิ่งกลับจากเชียงใหม่ พร้อมกับเจอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงมากมาย ผมพยายามถ่ายทอดเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่น, เชียงใหม่ และเรื่องต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นมาให้อ่านเป็นระยะ ๆ เรื่องราวที่ได้อ่านกันอาจจะเจือปนความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง ถ้าเป็นญี่ปุ่นสอดไส้เชียงใหม่ราดหน้าด้วยซอสแบบกรุงเทพ ๆ ก็อย่าว่ากันนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-717113030485290867?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/717113030485290867/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=717113030485290867' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/717113030485290867'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/717113030485290867'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/06/blog-post_28.html' title='เรื่องเล็กในเมืองใหญ่ : ปากซอยโตเกียว'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RoMG0dXClcI/AAAAAAAAAD0/PWYUI3fXbWw/s72-c/Lives+and+Love,+Tokyo+22-6-07+-+1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-10046019341178922</id><published>2007-06-05T08:45:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:05.489+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Chiangmai'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><title type='text'>ความฝันข้าง ๆ ความจริง</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_evWYyMI/AAAAAAAAACs/xHLo-LCzafs/s1600-h/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072389615153367234" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" height="258" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_evWYyMI/AAAAAAAAACs/xHLo-LCzafs/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG" width="353" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ผมพบกับสองเก๋ขณะนั่งเล่นปนทำงานบนชั้นสองของร้านสตาร์บักส์ บนถนนนิมมานเหมินทร์ แหล่งไฮโซล่าสุดของตัวเมืองเชียงใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเป็นบ่ายที่สุขสงบ ผมนั่งทำงานและอ่านนิตยสารอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง ในขณะที่สองเก๋ก็ทำงานอยู่ที่โต๊ะซึ่งไม่ห่างจากกันมากนัก บ้างก็โทรศัพท์ บ้างก็พูดคุยกัน บ้างก็หยิบเอกสารแผ่นพับขึ้นมาอ่านพิเคราะห์ และบางทีก็หายกันไปพักใหญ่โดยที่อุปกรณ์ในการทำงานยังคงวางทิ้งคาไว้บนโต๊ะ พร้อมกาแฟสตาร์บักส์เย็นบ้างร้อนบ้างวางทิ้งไว้จนเย็นจืดชืด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเดาได้อย่างไม่ยากนักว่า พวกเธอกำลังทำธุรกิจในลักษณะที่เรียกว่าขายตรง หรือธุรกิจแบบมัลติเลเวลทั้งหลายที่เป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯมาอย่างยาวนานกว่าสิบปีที่ผ่านมาโดยมีโมเดลความสำเร็จของรุ่นพี่มงกุฏเงินมงกุฏทองหลายต่อหลายคนเป็นเส้นทางให้ก้าวเดิน อย่างไรก็ตาม ความที่ผมอยู่ห่างจากธุรกิจนี้มากพอสมควรแม้เพื่อน ๆ หลายคนจะลงลึกไปกับธุรกิจนี้มาช้านานแล้วก็ตาม ผมจึงไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของพวกเธอได้อย่างเต็มที่นัก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-YPWYyHI/AAAAAAAAACE/kSzMo_hgheU/s1600-h/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+2.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072388403972589682" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 286px; CURSOR: hand; HEIGHT: 398px" height="387" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-YPWYyHI/AAAAAAAAACE/kSzMo_hgheU/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+2.JPG" width="277" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อถึงจังหวะหนึ่ง เราก็ได้พูดคุยกันหลังจากทิ้งระยะห่างเพื่อสร้างความคุ้นเคยจากการแอบลอบดูพฤติกรรมของกันและกันมาหลายชั่วโมง แรกเริ่มพวกเธอเข้าใจว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งอาจจะมาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกอย่างจีน, เกาหลี หรือไปไกลถึงญี่ปุ่น แต่เมื่อคำไทย ๆ หลุดจากปากของผมก็สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้พวกเธอได้ในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองชื่อเก๋เหมือนกัน เป็นคู่หูต่างวัย โดยเก๋คนหนึ่งเป็นรุ่นน้องของผมสองสามปีในขณะที่อีกเก๋ยังอยู่ในวัยเรียนซึ่งแน่นอนว่าวัยห่างจากผมมาก แม้เก๋แรกจะดูหน้าอ่อนกว่าวัยมาก แต่เมื่อได้พูดคุยก็ทำให้ผมเห็นถึงความคิดที่ไปไกลเกินอายุและแฝงด้วยประสบการณ์ที่เชี่ยวกราก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ทั้งสองเก๋มีสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเธอทำอยู่ที่เหมาะมากกับการเป็นคนทำธุรกิจในลักษณะขายตรงที่เริ่มต้นพวกเขาจะต้องศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาทำเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เก๋แรกเป็นศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การที่เธอจบเศรษฐศาสตร์ทำให้วิธีคิดของเธอสร้างความประทับใจให้กับผมซึ่งศรัทธาในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไม่ยากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเล่าว่า เธอไม่เคยทำงานออฟฟิศมาก่อน เธออยากมีกิจการเป็นของตัวเอง อยากเป็นนายตัวเอง นั่นทำให้เธอตัดสินใจเปิดร้านดอกไม้อยู่บนชั้นล่างของโซนร้านค้าให้เช่าซึ่งส่วนหนึ่งก็คือร้านสตาร์บักส์บนถนนนิมมานเหมินทร์นี่เอง ถ้าเรานั่งรถมาตามถนนนิมมานเหมินทร์เราจะเห็นโซนร้านค้าที่มีป้ายร้านสตาร์บักส์โดดเด่นชัดเจน ผมอยากให้คุณเดินมาด้านข้างซึ่งเป็นซอยแล้วเดินตัดเข้าไป จะเห็นร้านขายดอกไม้ร้านหนึ่งชื่อว่า คัลลา (Calla) ซึ่งเป็นร้านดอกไม้ประดิษฐ์เพียงร้านเดียวของโซนร้านค้านี้&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-N_WYyGI/AAAAAAAAAB8/8vmkKNmSHXs/s1600-h/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072388227878930530" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" height="239" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-N_WYyGI/AAAAAAAAAB8/8vmkKNmSHXs/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG" width="352" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมทึ่งที่เธอมีความกล้าที่มาเปิดร้านดอกไม้ประดิษฐ์บนถนนนิมมานเหมินทร์นี้ เหตุผลแรก เชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกดอกไม้ นั่นทำให้ราคาดอกไม้สดไม่ได้แพงมากมายนัก การที่คนจะเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ย่อมมีน้อยกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุผลประการที่สอง ถนนนิมมานเหมินทร์กลายเป็นถนนทองคำไปแล้วในช่วงระยะหลัง ถ้าคุณนึกภาพถนนนิมมานเหมินทร์ไม่ออก ให้นึกถึงทองหล่อครับ นิมมานเหมินทร์คือทองหล่อ ถนนไฮโซของกรุงเทพฯนั่นเอง นั่นหมายความว่า เธอจะต้องแบกรับต้นทุนจากการมาเช่าพื้นที่บนถนนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไล่เลียงประวัติของเธอ ดูเธอจะพบพานและเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมาตลอด เธอเรียนเปียโน เธอเรียนรู้การจัดดอกไม้ด้วยตัวเอง และเธอกำลังศรัทธาในธุรกิจขายตรงที่เธอเพิ่งเริ่มต้นมันไม่นานนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดดอกไม้ให้สวยนั้น ส่วนหนึ่งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า พื้นฐานทฤษฎีการจัดดอกไม้ นั่นคือพรแสวง แต่ความรู้สึกของคนไม่อาจจะใช้ทฤษฎีอธิบายได้อย่างเดียว และความรู้สึกของคนไม่อาจจะนับว่าเป็นสิ่งสากลได้ นั่นทำให้อีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่าสัญชาติญาณล้วน ๆ หรือคือพรสวรรค์กลาย ๆ สามารถอธิบายความความรู้สึกของคนได้ชัดเจนกว่า จริง ๆ แล้วผมก็เป็นคนที่ชอบดอกไม้ ความงามของดอกไม้ทำให้ผมหลงเดินในสวนดอกไม้ได้อย่างยาวนานพอ ๆ กับการไปติดอยู่ในร้านหนังสือ และผมก็เป็นคนชอบเรื่องการจัดดอกไม้มาก เพียงแต่ผมไม่มีทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ ผมจึงทำได้เพียงแค่นั่งดูดอกไม้ที่คนอื่นจัดมาแล้ว และวิพากษ์วิจารณ์แบบไร้เดียงสาอยู่ในใจเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เก๋เล่าว่า เธอเรียนรู้มันด้วยตัวเอง ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่ามันเป็นพรสวรรค์ล้วน ๆ เพียงแต่ว่า ใครจะเดินอ้อมไปด้านในของโซนร้านค้านี้แล้วพบเจอร้านคัลลาของเธอเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-3vWYyJI/AAAAAAAAACU/uGzgJmRRNfg/s1600-h/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+4.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072388945138469010" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" height="291" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS-3vWYyJI/AAAAAAAAACU/uGzgJmRRNfg/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+4.JPG" width="388" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่เก๋ที่สองยังเรียนหนังสืออยู่ เพียงแต่เธอมีความมุ่งมั่นที่ต่างจากคนอื่น ๆ ในถิ่นเกิดของเธอ เธอตัดสินใจออกมาหางานทำส่งตัวเองเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ 18 ปีจนตอนนี้เป็นวัยยี่สิบต้น ๆ ซึ่งเท่าที่ผมดู แม้เธอจะอายุน้อย แต่ประสบการณ์ในชีวิตของเธอก็ทำให้เธอกร้าวแกร่ง และดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กเพิ่งจบมหาวิทยาลัยที่ผมเห็นตามใจกลางกรุงเทพมหานครอยู่มาก มากจนทำให้ผมรู้สึกเสียดายช่วงเวลาวัยรุ่นวัยเรียนที่เธออาจจะขาดหายไปและอาจจะต้องหันมาสูดปากด้วยความเสียดายในภายหลัง แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทางเดินของชีวิตได้ เก๋สองจึงเลือกเส้นที่เธออาจจะต้องเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย และต้องรับผิดชอบอะไรอีกมากมายเกินตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นเก๋สองทำงานตัวเป็นเกลียวเกือบตลอด ยกเว้นบางช่วงเวลาที่เธอนั่งอ่านนิตยสารแนวซุบซิบดาราอย่างยาวนาน ซึ่งผมคิดว่าวัยอย่างเธอน่าจะแบ่งเวลามาทำเรื่องไร้สาระบ้าง ชีวิตที่เต็มไปด้วยสาระอาจจะทำให้คนเราตกตะกอนเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้คนคนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง แต่เขาอาจจะขาดประสบการณ์บางอย่างไปได้ วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการความล้มเหลวเพื่อจะทำให้พวกเขาไม่กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เปราะบาง เพราะพวกเขาเคยล้มจนรู้ว่าล้มแบบไหนเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ถ้าพวกเขาไม่เคยล้มเลย และพวกเขาจะต้องล้มในวัยที่ไม่สามารถล้มได้แล้ว พวกเขาอาจจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกแห่งความจริงได้ เพราะโลกของความจริงมันโหดร้ายมาก วัยรุ่นคือโลกของความฝันที่เมื่อเราตื่นขึ้นมาเราจะมีประสบการณ์พร้อมที่จะเผชิญความจริงอย่างไม่เกรงกลัว&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_TPWYyLI/AAAAAAAAACk/gEE6nNtv0Z4/s1600-h/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+5.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5072389417584871602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" height="371" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_TPWYyLI/AAAAAAAAACk/gEE6nNtv0Z4/s400/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+5.JPG" width="276" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เก๋หนึ่งเล่าให้ผมฟังในช่วงหนึ่งที่ทำให้ผมนิ่งคิดอยู่นานขณะเดินลงมาชมร้านดอกไม้ของเธอ เธอบอกว่า ร้านดอกไม้นี้คือความฝัน แต่ความจริงอยู่บนร้านสตาร์บักส์ที่เธอใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งคุยกับเก๋สอง รวมถึงลูกค้าอีกหลายรายที่แวะเวียนมาที่ร้านสตาร์บักส์แห่งนี้ ร้านดอกไม้ไม่ได้สร้างผลกำไรอะไรมากมายนัก แต่เป็นจุดที่ทำให้เธอสามารถสานต่อธุรกิจขายตรงที่สามารถสร้างรายได้ให้เธอได้กว้างขวางออกไปจากเครือข่ายลูกค้าและคนที่แวะเวียนเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญร้านดอกไม้ทำให้เธอสามารถธำรงความฝันไว้หล่อเลี้ยงชีวิตต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณนึกถึงดอกไม้ หรือของตกแต่งบ้านเวลาคุณมาเที่ยวเชียงใหม่ ผมอยากแนะนำให้คุณลองเดินทางมาที่ถนนนิมมานเหมินทร์แห่งนี้ มาชมความฝันของเธอ และมาทำให้ความฝันของเธออยู่ยืนยาวต่อไปจนกลายเป็นความจริงได้ในที่สุด เพื่อที่เธอจะได้แวะเข้าไปซื้อกาแฟสตาร์บักส์มานั่งดื่มในร้านดอกไม้ของเธอเอง ไม่ต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็งพูดคุยแบบไม่รู้จักเหนื่อยบนร้านสตาร์บักส์ มาทำให้ความฝันและความจริงของเธออยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ความฝันสวยงามเสมอ เพียงแต่ว่ามันอยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-10046019341178922?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/10046019341178922/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=10046019341178922' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/10046019341178922'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/10046019341178922'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='ความฝันข้าง ๆ ความจริง'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RmS_evWYyMI/AAAAAAAAACs/xHLo-LCzafs/s72-c/Lives+and+Love,+Chiangmai+5-6-07+-+1.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5798444463831226063</id><published>2007-05-30T08:07:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:01.405+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Politics'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='in trend'/><title type='text'>คำตอบจากเชิงสะพานพระปกเกล้า</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RlzNivg3zdI/AAAAAAAAAB0/YiBP4Wvlntk/s1600-h/in+Trend,+Politics+-+30-5-07.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5070153277265923538" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RlzNivg3zdI/AAAAAAAAAB0/YiBP4Wvlntk/s400/in+Trend,+Politics+-+30-5-07.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;เช้าวันนี้ ผมพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ร่วมสมัยทางการเมืองของประเทศไทย ที่อาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดของประชาธิปไตยครึ่งใบไม่เต็มใบที่กำลังจะมีอายุ 75 ปีเต็ม ด้วยการนั่งรถผ่านเชิงสะพานพระปกเกล้าอันเป็นที่ตั้งของศาลรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อย ผมก็พอจะเล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ฟังได้ว่า เช้าวันนั้น ผมเฉียดเข้าไปใกล้ประวัติศาสตร์มากแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยนั่งคิดว่า ทำอย่างไรเราถึงจะปฏิรูปการเมืองไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมคิดไปถึงซีนาริโอที่น่าจะเป็นไปได้ทางหนึ่งคือ ถ้าเรามองว่าระบบมันดีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่คน การโละทิ้งนักการเมืองไทยทิ้งเสียหมดแล้วล้างไพ่ใหม่หมดก็เป็นทางออกที่น่าจะลงตัว หนทางที่เป็นไปได้ก็คือไปวางระเบิดรัฐสภาขณะที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายหรือกำลังถูกซักฟอกโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญโดยการยุบพรรคทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมาตรการขั้นเด็ดขาดโดยการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรมทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปีก็เปรียบเสมือนการวางระเบิดรัฐสภาโดยคนที่เกี่ยวข้องที่ถือว่ามีอำนาจและบทบาทต่อการเมืองไทยปัจจุบันทั้งหลายจะหมดสิทธิ์เล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี มันเกือบเหมือนการตายทั้งเป็นเลยทีเดียว นอกจากนี้ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง, สังคม และวัฒนธรรมของไทยครั้งใหญ่ในเรื่องที่ว่า ใครทำผิดก็ต้องได้รับผิด ไม่มีการรอมชอม ซึ่งจะทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วถ้าคิดอย่างรอบคอบ มันก็ไม่ค่อยเหมือนการวางระเบิดเท่าไรนัก เพราะคนที่จะไม่โดนตัดสิทธิ์ก็ยังมีอีกมากหน้าหลายตา และทายาทอสูรทั้งหลายก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่นี่เป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด อย่างน้อยการเมืองไทยจะอยู่ในภาวะอึมครึม การจะกินรวบละโมบโลบมากก็อาจจะหยุดไปชั่วคราว รอการตกตะกอนให้การเมืองเข้าสู่สมดุลและผลประโยชน์ลงตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ในเวลานี้ผลประโยชน์ของประชาชนจะมีส่วนแบ่งสูงที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพยายามคิดวิเคราะห์ทางออกหลาย ๆ ทางที่เป็นไปได้แล้ว นี่คือทางออกที่ดีที่สุด อาจจะเจ็บปวด แต่หายชะงัก การรักษาบางครั้งต้องอาศัยยาขม แต่เมื่อดื่มมันเข้าไปแล้ว มันหายได้จริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายไปเสียหน่อย แต่มันเป็นฝันกลางฤดูร้อนที่กำลังจะเป็นจริงในยามที่พายุฝนและพายุการเมืองกำลังโหมกระหน่ำประเทศไทยอย่างไม่ลืมหูลืมตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังพายุฝน ท้องฟ้าสดใสกำลังรออยู่ครับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ป.ล. ขอบคุณสำหรับภาพจากเว็บไซท์ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ &lt;span style="font-size:85%;"&gt;(&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www2.nesac.go.th/nesac/th/webboard/answer.php?GroupID=3&amp;PageShow=1&amp;amp;QID=90&amp;TopView"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;http://www2.nesac.go.th/nesac/th/webboard/answer.php?GroupID=3&amp;amp;PageShow=1&amp;QID=90&amp;amp;TopView&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;=)&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5798444463831226063?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5798444463831226063/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5798444463831226063' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5798444463831226063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5798444463831226063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/05/blog-post.html' title='คำตอบจากเชิงสะพานพระปกเกล้า'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RlzNivg3zdI/AAAAAAAAAB0/YiBP4Wvlntk/s72-c/in+Trend,+Politics+-+30-5-07.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-8336298287748592411</id><published>2007-04-17T16:39:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:02.201+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Economics'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='in trend'/><title type='text'>Irresistible 3: จากนีโอ-เปรูถึงวิคตอเรียน</title><content type='html'>ผมไปดูแฟชั่นโชว์มาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออังคารที่แล้ว ผมเพิ่งมีโอกาสไปร่วมงาน Irresistible 3 ที่เซ็นทรัลชิดลมมาครับ เป็นงานแสดงแฟชั่นของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตโดยเป็นผลงานการออกแบบเสื้อผ้าของพวกเขา ผมดูแล้วก็ได้แต่ทึ่งปนงง เพราะแฟชั่นสำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ แต่น่าค้นหา (ดูภาพจากงาน Irresistible 3 ที่ได้ &lt;a href="http://www.thaicatwalk.com/YoungDesigners/0410RangsitU1/index.htm"&gt;Part 1&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.thaicatwalk.com/YoungDesigners/0410RangsitU2/index.htm"&gt;Part 2&lt;/a&gt; ครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้เรื่องแฟชั่นเท่าไรนักหรอก ผมไม่รู้ว่าอะไรที่เหล่าดีไซน์เนอร์เค้าเรียกว่าสวยหรือน่าทึ่ง แต่ผมรู้ว่าดีไซน์เนอร์จะต้องอาศัยแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน ซึ่งผมก็พอจะเข้าใจเรื่องแรงบันดาลใจอยู่บ้าง มันก็คงไม่ต่างอะไรกับแรงบันดาลในการเขียนหนังสือที่บางครั้งมันเขียนไม่ออกเอาเสียเลย ถ้าไม่มีแรงผลักดันอะไรมาช่วย แต่บางครั้งมันก็พรั่งพรูจนเขียนเอาไม่ทันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนที่ “กุ๋น” หนึ่งในดีไซน์เนอร์และโต้โผจัดงาน Irresistible 3 แอบ&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSJAtQ9WcI/AAAAAAAAABk/oPiIOdWIXtM/s1600-h/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5054315327060269506" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSJAtQ9WcI/AAAAAAAAABk/oPiIOdWIXtM/s320/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เล่าให้ผมฟังว่า เขา (หรือเธอ!!!) มองเห็นชุดของสาวชาวเปรูบนหน้านิตยสารท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง และกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ นีโอ – เปรู ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบสองปีก่อนผมไปเดินงานแฟชั่นวีค 2005 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์มา ในวันนั้นรัฐบาลทักษิณต้องการยกระดับวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยให้เป็นมากกว่าโรงงานทอผ้าในภาวะที่ต้นทุนค่าแรงงานของไทยเพิ่มสูงจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำอย่างจีนหรือเวียดนามได้ แม้ฝีมือแรงงานของพวกเขาจะยังสู้ฝีมือแรงงานไทยไม่ได้ในตอนนี้ก็ตาม แต่อีกไม่นานความสามารถของแรงงานจีนและเวียดนามจะเพิ่มขึ้น การที่ประเทศไทยจะอาศัยข้อได้เปรียบนี้ในระยะยาวจึงไม่สามารถทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะต้องสร้างมูลค่าของสินค้าให้เกิดขึ้น และสิ่งที่ผสมอยู่ในคำว่าแฟชั่นนี่แหละคือคำตอบครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่างบประมาณ 321 ล้านบาทจากภาครัฐบาลในครั้งนั้นที่ต้องการทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองแฟชั่นจะคุ้มทุนหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสื่อมวลชนและชาวบ้านร้านตลาดจะเป็นไปทั้งแง่ดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่ผมคิดว่า นี่เป็นเงินทุนก้อนแรกของการจัดระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคตอุตสาหกรรมนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมาก จากสินค้าที่ถือว่ามีการเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นจากอดีตที่เราเคยเน้นแต่อุตสาหกรรมทอผ้า หรือ รับจ้างผลิตเสื้อผ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะในปี 2548 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของการสิ้นสุดระบบโควตาการส่งออกสิ่งทอที่ประเทศไทยได้รับมากว่า 20 ปี เมื่อนโยบายการค้าเสรีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ประเทศไทยจะต้องเปิดรับการแข่งขันจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ว่าจะเป็น จีน และ เวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมองในแง่นี้ ประเทศไทยจำเป็นจะต้องปรับตัวเองไปสู่การสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มแทนการรับจ้างผลิตแต่อย่างเดียว นั่นคือ จำเป็นต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมแฟชั่นในแง่การสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ หรือในแง่การออกแบบเสื้อผ้าที่มุ่งสร้างตลาดใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรายงานของไทยธนาคาร พบข้อเท็จจริง ๆ หลาย ๆ อย่างในอุตสาหกรรมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ประเทศไทยส่งออกสินค้าแฟชั่นปีละ 300,000 ล้านบาท&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;ประเทศไทยประสบปัญหาในด้านการส่งออก โดยเฉพาะสิ่งทอและรองเท้า ด้วยการแข่งขันในตลาดโลกที่ค่อนข้างรุนแรง กอปรกับการถูกตัดสิทธิ GSP โดยสหภาพยุโรป&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;ส่วนแบ่งตลาดสินค้าแฟชั่นไทยมีแนวโน้มลดลงเป็นลำดับ จาก 2.3% ในปี 2539 เหลือ 1.9% ในปี 2543 และ 1.8% ในปี 2545&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมแฟชั่นค่อนข้างน้อย เนื่องจากสัดส่วนการใช้น้ำมันในอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างน้อย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภาครัฐบาลได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ชัดเจนขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในภูมิภาคนี้ รวมถึงการเป็นเมืองแฟชั่นโลก ซึ่งผลงานล่าสุด คือ งานแฟชั่นวีค ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย คือ การสร้างเครือข่ายวิสาหกิจ หรือ คลัสเตอร์ (cluster) ตามแนวคิดของ ไมเคิ่ล อี พอร์ตเตอร์&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSJf9Q9WdI/AAAAAAAAABs/auIl8ThS43Q/s1600-h/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5054315863931181522" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSJf9Q9WdI/AAAAAAAAABs/auIl8ThS43Q/s320/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โดยรัฐบาลมองว่า ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแฟชั่น มุ่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสามประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, อุตสาหกรรมหนังและเครื่องหนัง และ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยการกำหนดยุทธศาสตร์การแข่งขันเป็นตัวนำ และจะต้องมีการสนับสนุนให้การผลิตมีการเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยการบริหารจัดการในกลุ่มให้เชื่อมโยงกัน ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมสนับสนุนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อุปกรณ์ตกแต่ง และส่วนประกอบ โดยมุ่งที่จะลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลมองว่า รูปแบบคลัสเตอร์ซึ่งเป็นรูปแบบที่หลาย ๆ ประเทศใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ บีโอไอ ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ก็มีการเจาะอุตสาหกรรมคลัสเตอร์ 5 กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแฟชั่นก็เป็นหนึ่งในนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตัวเลขเมื่อปี 2548 จากกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในช่วงเดือน มกราคม ถึง เมษายน 2548 มีมูลค่าทั้งสิ้น 2,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 77,416.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 6.5 โดยแบ่งเป็นการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม 1,008.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐและสิ่งทอ 1,002.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50.2 และ 49.8&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปี 2548 ทั้งปีไว้ที่ร้อยละ 20 ซึ่งถึงแม้ว่าการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. จะมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 6.5 แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกสิ่งทอไทยจะมีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นมุมมองของภาครัฐ ลองมาดูมุมมองของภาคเอกชนผู้คลุกคลีในอุตสาหกรรมแฟชั่นจริง ๆ ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานแฟชั่นวีคครั้งนั้นผมได้เข้าฟังงานสัมมนาเรื่อง “การสัมมนาเพื่อค้นหาแนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น” ซึ่งมีประเด็นในวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งอยากเล่าให้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เค้าบอกว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยจริง ๆ แล้ว มีมากกว่าที่เราเห็น ๆ กัน เพราะยังมีส่วนประกอบเบื้องหลังของอุตสาหกรรมนี้อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์, ผู้ผลิต, ร้านขายเสื้อผ้า ไปจนถึงแม่ค้าที่ตลาดโบ๊เบ๊ และประตูน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พื้นที่ค้าปลีกของสินค้าทุกชนิดในกรุงเทพฯมีทั้งสิ้น 4 ล้านตารางเมตร เฉพาะแค่ในส่วนพื้นที่ธุรกิจศูนย์กลางของกรุงเทพฯ หรือ CBD มีทั้งสิ้น 600,000 ตารางเมตร (ณ วันนั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีพื้นที่ว่างเพียง 5% เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยในปีที่แล้วก็มีพื้นที่ขายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีก 3% เช่น ในห้างสยามพารากอนที่กำลังก่อสร้างอยู่ รวมถึงใน Central World&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSITNQ9WbI/AAAAAAAAABc/LcZl2okpEi0/s1600-h/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5054314545376221618" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSITNQ9WbI/AAAAAAAAABc/LcZl2okpEi0/s320/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในพื้นที่ทั้งหมด 4 ล้านตารางเมตรนั้น เป็นสินค้าแฟชั่นไปถึง 30% (ถ้าไม่เชื่อ ลองไปเดินสยามดูสิครับ จะเจอมากกว่า 30% แน่ ๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งพื้นที่สำหรับสินค้าแฟชั่นนี้ มีพัฒนาการมาตั้งแต่อดีตที่เป็นร้านตัดเสื้อ หรือ ห้องเสื้อ ต่อมาย้ายไปอยู่บนห้างสรรพสินค้า, ช้อปปิ้งมอลล์, เมกะสโตร์, ดิสเคาน์สโตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในอนาคต พื้นที่ขายสินค้าจะพัฒนาไปสู่สามรูปแบบใหม่ คือ Concept Store, Flagship และ Guerrilla หรือ Pop up Store&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Concept Store จะเป็นร้านที่นำสินค้ามาขายจำนวนน้อย คือ 2 – 3 ชิ้น โดยทางร้านจะคัดเลือกจากแฟชั่นชุดใหม่ ๆ, คอลเล็กชั่นพิเศษ และจะมาจากหลากหลายยี่ห้อ โดยในร้านจะมีสินค้าที่หลากหลายเช่นกัน ตั้งแต่ ซีดี, แฟชั่น, เครื่องใช้สำนักงาน, อาหาร และ อื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ Flagship เป็นร้านเฉพาะที่อาจจะสร้างโดยเจ้าของแบรนด์สักแบรนด์หนึ่ง เช่นร้าน Celux Club บนถนน &lt;a href="http://www.flickr.com/photos/hachisu/331780600/"&gt;Ometesando&lt;/a&gt; ในกรุงโตเกียวซึ่งเป็นถนนแฟชั่น ร้านนี้เป็นของหลุยส์ วิตตอง ซึ่งการเข้าร้านนี้ มิใช่เข้าง่าย ๆ ครับ จะต้องเป็นสมาชิกก่อน โดยต้องจ่ายค่าสมาชิก 2,000 เหรียญสหรัฐ และในการเข้าก็จะต้องมีการ์ดสำหรับรูดเข้า โดยภายในนั้นจะมีทั้งเลาจ์ และร้านให้ช้อปปิ้งซื้อสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสมาชิก จะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่ การซื้อผลิตภัณฑ์ล่าสุดของหลุยส์ วิตตอง หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ เช่น การได้ดูภาพยนตร์ดัง ๆ ก่อนคนอื่น หรือมีการแสดงนิทรรศการศิลปะพิเศษต่าง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรูปแบบสุดท้าย คือ Guerrilla ที่เป็นร้านที่จะไปเปิดในที่ว่างสักแห่งหนึ่งในเมืองใหญ่ ๆ เช่น นิวยอร์ค, ลอนดอน, โตเกียว, เซี่ยงไฮ้, ปารีส, เบอร์ลิน, สต็อกโฮม หรือ แอลเอ เป็นต้น โดยร้านจะเปิดระยะสั้น เช่น หนึ่งเดือน หรือ ไม่เกินหนึ่งปี และสถานที่ที่จะเปิดจะไม่มีการบอกล่วงหน้า แต่อาจจะใบ้ให้แฟน ๆ ที่ติดตามร่วมสนุกโดยการทายว่า ครั้งต่อไปร้านจะไปเปิดที่ไหน และต้องไปหาดูเองว่าเปิดจริงหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะมีแฟนกลุ่มหนึ่งที่คอยติดตามและร่วมค้นหาร้านเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสินค้าจะเป็นสินค้าที่ทำมาจำนวนจำกัด มีไม่กี่ชิ้น ( limited Edition) และสินค้าอาจจะมาจากแบรนด์ชั้นนำ หรืออาจจะมาจากดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ หรือแบรนด์สร้างใหม่ก็ได้ แต่สินค้าจะมีความโดดเด่นและบางชิ้นเอาไว้โชว์เท่านั้น ไม่ได้ไว้ขาย สินค้าที่ขายในร้านพวกนี้จึงมีราคาแพง และหายาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านแบบนี้จึงมิได้อิงกับตำราทางด้านการตลาดใด ๆ บนโลก เพราะ ถือว่า ยิ่งร้านหายาก ยิ่งดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแนวโน้มของร้านขายปลีกสินค้าแฟชั่นมีสามแนวโน้มที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Cross Over คือ เป็นไปในทางลูกผสม ในร้านจะไม่ได้มีแค่สินค้าแฟชั่นพวกเสื้อผ้า, รองเท้าเท่านั้น แต่จะมีสินค้าด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, โรงแรม นั่นคือ กำแพงระหว่างอุตสาหกรรมจะลดลง ผู้นำในวงการแฟชั่นจะเริ่มก้าวออกไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อมาร์นี่ และ เวอร์ซาเช ที่เข้าสู่ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Less is More สินค้าแนวแฟชั่นไม่จำเป็นต้องผลิตมาจำนวนมากตามแบบแนวคิดของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ผลิตไม่กี่ชิ้นก็สามารถขายได้ ถ้ารูปแบบสะดุดตาผู้ซื้อ ในกรณีนี้ Economy of Scale จึงไม่สามารถใช้อธิบายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Small is Beautiful ร้านเล็ก ๆ หรือ กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสามารถสู้กับรายใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมได้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เคยมาเดินสีลมตอนกลางคืนไหมครับ โดยเฉพาะตรงแถว ๆ หน้าตึกซิลลิคเฮาส์ เลยซอยศาลาแดงไปทางสถานีรถไฟใต้ดินน่ะครับ ดึก ๆ จะมีหนุ่มสาวหลายคนมานั่งปูผ้าแบกะดินขายของ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของประดับ และอีกหลาย ๆ อย่าง ผมเห็นแววตาพวกเขาแล้วมันมีไฟฝันอยู่ข้างใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนน้อง ๆ ดีไซน์เนอร์ในงาน Irresistible 3 นี่แหละ พวกเขากำลังจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ อีกหลาย ๆ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมถึงตัวผมด้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อ่านเพิ่มเติม:&lt;br /&gt;1. “บางกอกแฟชั่นวีก… “WEAK” จริงๆ !?!”, ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 22 สิงหาคม 2548&lt;br /&gt;2. สำนักวิจัยและวางแผน ไทยธนาคาร, รายงานภาวะตลาดและเศรษฐกิจรายสัปดาห์: อุตสาหกรรมแฟชั่น ในสถานการณ์สงครามและยุทธศาสตร์การแข่งขัน, 18 กุมภาพันธ์ 2546&lt;br /&gt;3. อัจฉรา วรศิริสุนทร, คลัสเตอร์อุตสาหกรรม: ความสำเร็จที่รอเวลาพิสูจน์, Special Report, ธนาคารกรุงเทพ, 7 กรกฎาคม 2547&lt;br /&gt;4. สำนักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 2, ชัยชนะอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมบนเส้นทางคลัสเตอร์ (Cluster)&lt;br /&gt;5. “การสัมมนาเพื่อค้นหาแนวโน้มในอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น”, Bangkok Fashion Week 2005&lt;br /&gt;6. ยอดส่งออกสิ่งทอไทยขยายตัว, หนังสือพิมพ์ โลกธุรกิจ, วันที่ 7 กรกฎาคม 2548&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หมายเหตุ: บทความนี้บางส่วนถูกเขียนขึ้นเมื่อเกือบสองปีก่อนภายหลังจากเข้าร่วมงานแฟชั่นวีคปี 2005 ทำให้ข้อมูลที่อ้างอิงอาจจะเก่าไปบ้าง และอาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเท่าไร และขอขอบคุณรูปภาพจาก ThaiCatwalk.com&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-8336298287748592411?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/8336298287748592411/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=8336298287748592411' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8336298287748592411'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/8336298287748592411'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/04/irresistible-3.html' title='Irresistible 3: จากนีโอ-เปรูถึงวิคตอเรียน'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RiSJAtQ9WcI/AAAAAAAAABk/oPiIOdWIXtM/s72-c/Economics,+in+trend+-+17-4-07+-+3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-3392714662174862980</id><published>2007-04-12T08:45:00.000+07:00</published><updated>2007-04-12T08:45:00.953+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><title type='text'>ภาวะไร้สติ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;สิ่งที่ทำให้เราขาดสติได้มีสามอย่าง คือ เหล้า ความรัก และอำนาจ แต่ตอนนี้ผมอยากจะเพิ่มหนังสือเข้าไปด้วยอีกอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีประสบการณ์กับทั้งสี่อย่างนั้นแล้ว และผมก็แทบจะขาดสติเพราะทั้งสี่อย่างนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหล้านั้นคงไม่ต้องบรรยายให้มากความ การที่ผมเรียนจบมาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ทำให้ผมได้เคี่ยวกรำกับการดื่มเหล้ามาค่อนข้างมาก คนทั่ว ๆ ไปอาจจะมองว่าผมไม่น่าจะชำนิชำนาญเรื่องเหล้ามากนัก แต่จริง ๆ แล้วผมค่อนข้างไปได้ดีกับเรื่องเหล้า อย่างไรก็ดี ปกติแล้วผมไม่แตะต้องมันแม้ในงานเลี้ยงที่น่าจะสามารถปล่อยตัวปล่อยใจได้มากมายก็ตามที จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นผมดื่มเหล้า ยิ่งในปัจจุบันที่อายุอานามเริ่มมากขึ้นผมก็แทบจะไม่ได้ย่างกรายไปหามันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่องความรักนั้น สุภาษิตที่ว่า “ความรักทำให้คนตาบอด” นั้นก็ไม่ต่างจากการที่ทำให้เราขาดสติ เมื่อความรักเดินเข้ามาหา สติเราก็แทบจะวิปลาสไป แต่เมื่อความรักเดินออกห่างหาย สติเรายิ่งวิปลาสหนักเข้าไปอีก บางคนเข็ดเขี้ยวกับมัน แต่บางคนก็ไม่เคยชาชินกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าและพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจไม่เคยเข้าใครออกใคร มีตัวอย่างให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์กันเกือบทุกวัน อำนาจทำให้คนต่อสู้แย่งชิงกัน เหยียบบ่าไหล่กันขึ้นไปดอมดมอำนาจที่แสนหอมหวานนั้น ต่อให้เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่สามารถควบคุมสติยามอำนาจล้นมือได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหนังสือนั้น อาการเสียสติคงไม่ได้เกิดกับทุก ๆ คน สำหรับผม ยามใดที่ผมเข้าไปร้านหนังสือ มันเหมือนผมหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งที่มีผมกับหนังสืออยู่กันสองต่อสอง คนรอบข้างหายไปหมด ผมสามารถอยู่ในร้านหนังสือได้ยาวนานเป็นวัน ๆ โดยยังสามารถย้อนกลับไปอยู่ต่อได้อีกเรื่อย ๆ ยิ่งงานหนังสือแห่งชาติที่จัดขึ้นล่าสุดที่ศูนย์สิริกิติ์ครั้งที่ผ่านมา ผมก็เกิดอาการเสียสติอีกครั้งและซื้อหนังสืออย่างบ้าคลั่งราวกับงานหนังสือครั้งนี้จะจัดเป็นครั้งสุดท้าย รายการหนังสือที่ผมซื้อจากงานนี้สามารถไล่ดูได้จากรายชื่อต่อไปนี้พร้อมเหตุผลที่ซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;รายชื่อหนังสือแบ่งตามสำนักพิมพ์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;a day&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง ทางช้างเผือก (มานะ มานี ปิติ ชูใจ) พิมพ์ครั้งที่ 8 โดย อ.รัชนี ศรีไพรวรรณ – ชอบมานี ชูใจ มานะ ปิติ มานานแล้ว ว่าจะซื้อเล่มนี้มานานแล้วเพิ่งมีโอกาสเลยรีบซื้อไว้เลย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง The Ballad of The Columnist คู่มือแหกคอก! สำหรับการใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ โดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร – ผมติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตั้งแต่ยังตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ อ่านแล้วติดใจอยากเลียนแบบเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาม a day story: the story of the modern rebel คู่มือเด็กดื้อฉบับปัจจุบัน พิมพ์ครั้งที่ 18 โดย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ – เล่มนี้วิ่งหาซื้อมาหลายปี ผมเป็นแฟน a day ตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สี่ seasons change จากร้อนสู่ฝนจนถึงหนาว behind-the-scene novel จากภาพยนตร์เรื่อง seasons change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดย อลงกรณื คล้ายสีแก้ว, ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี และ โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล – ผมเห็น teaser และ trailer ของหนังเรื่องนี้ครั้งแรกก็ตั้งใจว่าถ้ามีหนังสือเบื้องหลังออกมาเมื่อไรก็จะไม่พลาด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ห้า wake up! รวมบทบรรณาธิการบันดาลใจจาก 3 บ.ก. a day โดย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, วชิรา รุธีรกนก และ ทรงกลด บางยี่ขัน – ในฐานะของแฟนพันธุ์แท้ a day เล่มนี้ผมพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;หก genderism พิมพ์ครั้งที่ 2 หนังสือรวมบทความเข้มข้นว่าด้วยเรื่อง ‘โลกหลากเพศ’ งานเขียนที่ได้รับการถกเถียงและ ‘แรง’ ที่สุดในชีวิต! ของ โตมร ศุขปรีชา – ผมชอบภาษาสวย ๆ ของ บ.ก. GM มากครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เจ็ด นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา พิมพ์ครั้งที่ 2 รวม 40 ความเรียงหวานแบบเหงา ๆ เศร้าแบบอุ่น ๆ จาก ‘เสาร์สวัสดี’ ผลงานรวมเล่มครั้งแรกของ ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day โดย ก้อง คาร์ ไว – คอลัมน์นี้ผมอ่านมาต่อเนื่องหลายปีใน ‘เสาร์สวัสดี’ เพิ่งรู้ภายหลังว่า บ.ก. a day คือ ก้อง คาร์ ไว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มติชน&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง Dance Dance Dance เริงระบำแดนสนธยา การผจญภัยครั้งใหม่ของ ‘โบคุ’ โดย ฮารูกิ มูราคามิ แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ – สำหรับแฟนประจำมูราคามิแล้ว ทุกงานแปลไม่ควรพลาดทั้งสิ้น โดยเฉพาะยามที่ลด 50 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง Hard-boiled Wonderland and the End of the World แดนฝันปลายขอบฟ้า โดย ฮารูกิ มูราคามิ แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ – เช่นเดียวกับ Dance Dance Dance&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาม Liebesfluchten เมื่อรักเดินทาง 7 เรื่องสั้นของผู้เขียนนวนิยายสั่นคลอนอารมณ์และความคิด The Reader จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง Flights of Love ของ John E. Woods โดย Bernhard Schlink แปลโดย สมชัย วิพิศมากูล – ผมอ่าน The Reader มาเมื่อหลายปีก่อน ตั้งใจว่าจะตามงาน Bernhard Schlink ไปตลอด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สี่ La Cucina รสรักรสพิศวาส โดย Lily Prior แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ – อันนี้เหตุผลส่วนตัวจริง ๆ &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;Bliss Publishing&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง ค่ำคืนนี้ อารมณ์ละมุน สำหรับคนนอนไม่หลับ โดย เอคุนิ คาโอริ แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ – อ่าน Rosso แล้ว ทุกเล่มของ เอคุนิ คาโอริ คือของขวัญชั้นดี&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง นกน้อยของผม รักสามเส้าระหว่างชายหนึ่งกับหญิงสอง สุดแสนสลับซับซ้อนเพราะมือที่สามเป็นนก โดย เอคุนิ คาโอริ แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาม เป็นประกาย หญิงหนึ่ง ชายสอง กับความรักบริสุทธิ์ ที่ต่างจากครรลองของสังคม โดย เอคุนิ คาโอริ แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สี่ ปีกนางฟ้า นิยายแห่งรักและกำลังใจที่จะมอบพลังและความเชื่อมั่นในรักให้ทุกหัวใจที่กำลังอ่อนล้า ผลงานอบอุ่นโรแมนติกล่าสุดของผู้เขียน ‘คิทเช่น’ ที่เคยชนะใจผู้อ่านทั่วโลกมาแล้ว โดย โยชิโมโต บานานา แปลโดย นภสิริ เวชศาสตร์ – ผมอ่าน ‘คิทเช่น’ แล้วเลยต้องตามงานสวย ๆ ของบานานาต่อไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ห้า แล้วฉันจะกลับมา นิยายแห่งความผูกพันที่จะทำให้คุณเชื่อมั่นในรักแท้ บทประพันธ์ที่ให้ความอบอุ่นแก่หัวใจนักอ่านญี่ปุ่นมากกว่าหนึ่งล้านคนและเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์โรแมนติกแห่งปี Be With You โดย อิชิคาวะ ทาคุจิ แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ – เล่มนี้คนขายเชียร์มาก น้องที่ทำงานก็เล่าเรื่อง Be With You ว่าดีมาก เลยต้องมาอ่านดูว่าดีจริงไหม&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;หก ขอเพียงได้รัก รักบริสุทธิ์ระหว่างชายหนึ่งหญิงสองที่จะละลายหัวใจของคุณให้ละมุนด้วยรักแท้ ผลงานล่าสุดของผู้เขียน Be With You ที่โด่งดังจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วเช่นกัน โดย อิชิคาวะ ทาคุจิ แปลโดย สมเกียรติ เชวงกิจวณิช – เล่มนี้เป็นผลต่อเนื่องจากเล่มก่อนหน้านี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เจ็ด Rosso ร้อนแรง พิมพ์ครั้งที่ 9 โดย เอคุนิ คาโอริ แปลโดย ขวัญใจ แซ่คู – ไม่มีคำบรรยาย ชอบมากครับ แต่หนังสือหายเลยต้องซื้อใหม่แปด Blu เยือกเย็น พิมพ์ครั้งที่ 9 โดย ท์ซึจิ ฮิโตนาริ แปลโดย สมเกียรติ เชวงกิจวณิช – เหมือน Rosso&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไต้ฝุ่น&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง open diary บันทึกของคนทำนิตยสารทางเลือก ที่เชย ทื่อ ซื่อ และอ่อนหัด โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ – ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ open ยิ่งกว่า a day อีก เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของ open เลยต้องอ่าน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง อย่างน้อยที่สุด ประวัติและทัศนะในวัยหนุ่มของ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับหนังไทยที่ก้าวไปสู่การยอมรับระดับสากล บทสัมภาษณ์โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ – ผมชอบหนังสือทุกเรื่องของเป็นเอกครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาม เรื่องตบตา รวมบทความ (จากนิตยสาร สารคดี) โดย ปราบดา หยุ่น – ติดตามอ่านมาต่อเนื่องจากเว็บไซท์สารคดี บางตอนยังไม่ได้อ่านเลยไม่วายซื้อไว้ซะ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สี่ สมมุติสถาน Imagined Landscapes ความเรียงเรื่องศิลปะและทัศนศิลป์คัดสรร โดย ปราบดา หยุ่น - เห็นแล้วหยิบเลย เพราะ ปราบดาและศิลปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;openbook&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง Post Modern ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ โดย ไชยันต์ ไชยพร – อยากรู้จัด Post Modern ให้มากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง ไม่มีโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศ โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ – ชอบภาษาของวรพจน์ครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สาม open ฉบับที่ 52 Matisse Issue – เห็นภาพของ Matisse แล้ว พยายามไม่ซื้อมาหลายเดือนแต่ไม่รู้จะหาอ่านคำนำของคุณภิญโญจากที่ไหนดี เลยซื้อ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สี่ mimic เลียนแบบทำไม ? หนังสือเกี่ยวกับการลอกเลียนแบบที่ไม่ซ้ำแบบใคร โดย แทนไท ประเสริฐกุล – อ่านในเว็บแล้วไม่เห็นภาพ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ห้า ลม ฟ้า อาหาร ความเรียงว่าด้วยอาหารและอากาศ โดย โตมร ศุขปรีชา – ภาษาสวย ๆ เป็นเหตุผลเดียวครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;หก Blog Blog เศรษฐกิจการเมืองอ่านสนุกจากมุมมองอดีตนักเรียนทุนฟุลไบร์ทไทยในอเมริกา ผู้สร้างชุมชนทางปัญญาผ่านเครือข่ายไซเบอร์สเปซ โดย ปกป้อง จันวิทย์ (ปิ่น ปรเมศวร์) – ว่าจะไม่ซื้อ แต่บทความในบล็อกของคุณปิ่นได้หายไปบางส่วน เลยกันไว้ดีกว่าไม่ได้อ่าน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เจ็ด ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน การสื่อสารผ่านอีเมลของสองนักเขียนร่วมสมัย จากนิตยสาร GM โดย วินทร์ เลียววาริณ + ปราบดา หยุ่น – อ่านมาตั้งแต่เล่ม 1 ครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;แปด ที่เกิดเหตุ บันทึก 1 ปี ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ – วรพจน์ในภาคใต้ น่าสนใจ ๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เก้า ตกน้ำไม่ไหล เรื่องของคนดีที่ไม่ไหลไปตามโลกกระแสหลัก โดย สฤณี อาชวานันทกุล – แฟนบล็อกคนชายขอบ ขอสักเล่มครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิบ นิตยสารโอเพ่น ฉบับ 17, 29, 32 – 33, 35 – 37, 39 – 50 – ซื้อเล่มที่ขาดช่วงไปตอนไปเรียนต่อครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิบเอ็ด เป็น เรียงความว่าด้วยลมหายใจในตัวหนังสือ โดย ปราบดา หยุ่น – ออกมานานแล้ว เพิ่งเห็น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเขียนจึงไม่สามารถพลาดได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิบสอง The 8 masters 8 ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับครู โดย Film virus – ผมชอบหนังทางเลือกครับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิบสาม asia 4 สี่ยอดผู้กำกับแห่งเอเชียตะวันออก โดย ‘กัลปพฤกษ์’ นักวิจารณ์ดีเด่นรางวัลกองทุนหม่อมหลวง บุญเหลือ เทพยสุวรรณ – เห็นหนังสือหนังแล้ว อดใจไม่ได้เลย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สิบสี่ Bangkok Documenta Magazine No. 1 Coup d’ Etat จากรัฐประหารสยามสู่งานศิลปะยุโรป – ว่าจะไม่ซื้อหนังสือการเมือง แต่เห็นคำว่าศิลปะแล้วเลยขอสักเล่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สามัญชน&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง One Hundred Years of Solitude หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว โดย กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ แปลโดย ปณิธาน – ร.จันเสน – ชอบมาร์เกซเป็นการส่วนตัวครับ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;สอง วันที่ถอดหมวก The Art of Being Nobody ความเรียงว่าด้วยอิสรภาพจากตัวตน โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล – อยากเป็นอย่างพี่เสก นับจากงานวิหารที่ว่างเปล่าแล้ว นี้น่าจะแสดงความเป็นตัวตนได้ดีที่สุดอีกเล่มหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คบไฟ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง The Unbearable Lightness of Being ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต โดย มิลาน คุนเดอรา แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ – อ่านมาเกือบสิบปีแล้ว หลังจากนั้นตามอ่านเกือบทุกเล่ม แต่ไม่ได้ซื้อทุกเล่ม เลยรีบซื้อไว้ก่อนจะไม่ตีพิมพ์อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;สนใจหยิบยืมได้ครับ ขออย่างเดียวอย่าทำยับนะครับ&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-3392714662174862980?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/3392714662174862980/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=3392714662174862980' title='6 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3392714662174862980'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3392714662174862980'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/04/blog-post_12.html' title='ภาวะไร้สติ'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-2820738265538315643</id><published>2007-04-09T08:20:00.002+07:00</published><updated>2007-04-09T08:20:33.524+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Economics'/><title type='text'>เมื่อดอกเบี้ยลด (1): คู่มือฝากเงินธนาคาร</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;มีข่าวแว่วมาว่า ในการประชุมคณะกรรมนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 11 เมษายนที่จะถึงนี้มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลงอีกอย่างน้อย 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นสะสมอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประกาศลดดอกเบี้ยนั้น จะมีผลในทางเศรษฐกิจหลายอย่าง ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง จะเป็นการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตขึ้น เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดมิเนียม ล้วนต้องอาศัยสินเชื่อจากภาคธนาคารในการหล่อเลี้ยงให้ภาคธุรกิจนี้เติบโต ถ้าดอกเบี้ยลดลงหมายความว่าอุปสงค์หรือความต้องการที่มีต่ออสังหาริมทรัพย์จะมีมากขึ้น เพราะคนมีความรู้สึกว่าต้นทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์จะลดลงคนก็กล้าซื้อมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง คนจะถือเงินสดเพิ่มขึ้นหรือย้ายเงินไปลงทุนอย่างอื่นมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงย่อมส่งผลให้การฝากเงินไว้กับธนาคารไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าพอที่จะฝากเงินสดไว้ คนมีแนวโน้มจะถือเงินสดเพื่อให้มีสภาพคล่องสูง นั่นคือสามารถนำเงินสดออกมาใช้จ่ายได้เร็วที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาม มูลค่าพันธบัตรหรือตราสารหนี้มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนของพันธบัตรมาจากสองส่วน คือ ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้กับราคาพันธบัตร เมื่อดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยลดลงก็จะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรคือดอกเบี้ยที่เคยประกาศไว้สูงขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีผลอันเกิดจากการลดดอกเบี้ยอีกหลายอย่าง แต่ในที่นี้จะพูดถึงแค่สามประการเพื่อนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับการปรับตัวของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะทำอย่างไรดีในภาวะที่ดอกเบี้ยกำลังจะมีแนวโน้มลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดดอกเบี้ยมาตรฐานลง นั่นหมายความว่าธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ก็จะปรับตัวตามการประกาศลดดอกเบี้ยโดยการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากตามลงไปก่อน และอาจจะตามด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยเช่นกัน นั่นก็หมายความว่าเรามีเวลาไม่นานนักสำหรับการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่ออัตราดอกเบี้ยที่ลดลงด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจึงต้องพิจารณาเงินที่เรามีอยู่ในมือ ทั้งในรูปเงินฝากประเภทต่าง ๆ และเงินลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติแล้ว เงินในรูปแบบต่าง ๆ จะเคลื่อนย้ายไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ผู้ที่ถือเงินแต่ละคนจะมีการจัดพอร์ตหรือจัดกลุ่มการฝากเงินหรือลงทุนในลักษณะแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการใช้เงิน, ข้อมูลข่าวสารที่มีเกี่ยวกับการจัดการเงิน, การยอมรับความเสี่ยงในระดับที่ต่างกันไป และความจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งหมายถึงการยอมรับสภาพคล่องของเงินนั้นว่าจะให้มีมากหรือน้อยเพียงใด สภาพคล่องหมายถึงความสามารถในการแปลงเงินเก็บหรือเงินลงทุนในนั้นให้กลายเป็นเงินสดว่าเร็วหรือช้าแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินฝากที่คนส่วนใหญ่นิยมฝากไว้มากที่สุดคือ เงินฝากออมทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาวะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ต่ำเตี้ยติดดิน คือ ประมาณ 0.75 เปอร์เซ็นต์นี้ แม้ทางการจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง เงินฝากประเภทออมทรัพย์ก็อาจจะไม่มีผลกระทบมากมายนัก สำหรับคนที่เอาเงินส่วนใหญ่ใส่ไว้ในเงินฝากออมทรัพย์เพราะต้องการสภาพคล่องที่สูงก็อาจจะไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย ผลตอบแทนที่เคยได้ในระดับไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ในธนาคารทั่ว ๆ ไปก็คงจะได้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรืออาจจะโดยปรับลดลงด้วยซ้ำ แต่ที่เราอาจจะต้องพิจารณาก็คือ ปัจจุบันมีบางธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากออมทรัพย์ธรรมดาสูงกว่าธนาคารทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เป็นธนาคารขนาดเล็กกว่าหรือเป็นธนาคารที่ไม่ได้มีสาขามากมายและไม่ได้มีตู้เอทีเอ็มให้เบิกถอนมากมายเช่นกัน ทำให้ถูกมองว่าสภาพคล่องของเงินที่ฝากในธนาคารเหล่านี้อาจจะไม่สูงนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอาจจะพิจารณาว่า ควรจะแบ่งเงินฝากในส่วนออมทรัพย์นี้เป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งก็ใส่ไว้ในธนาคารที่ปกติเราฝากอยู่แล้ว เพราะเราต้องการความคล่องตัวในการเบิกถอนมาใช้สูง อีกส่วนหนึ่งอาจจะใส่ไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สูงกว่าธนาคารทั่วไป ซึ่งเงินส่วนนี้อาจจะเบิกถอนไม่สะดวกนัก แต่เป็นเงินในส่วนที่ไม่ได้ต้องการความคล่องตัวสูงมากนัก เราก็อาจจะมาฝากเพื่อหากำไรที่สูงกว่าได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเงินฝากออมทรัพย์ในส่วนนี้ไม่ได้มีจำนวนมากมายก็อาจจะไม่คุ้มต่อต้นทุนในการโยกย้ายเงินไปฝากในสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ก็คือ ในแต่ละปีอัตราเงินเฟ้อนั้นโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธนาคารทั่วไป ซึ่งเมื่อถึงปลายปีก็จะทำให้มูลค่าเงินในธนาคารของเราลดลงไปแบบไม่รู้ตัวได้ เพียงแค่อัตราเงินเฟ้อเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ามูลค่าเงิน 100 บาทจะลดลงเหลือ 98 บาทเมื่อถึงปลายปี ในขณะที่ถ้าเราฝากออมทรัพย์ไว้ในธนาคารทั่ว ๆ ไปเงินของเราจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.75 เปอร์เซ็นต์ต่อ 100 บาท นั่นหมายความว่า สุดท้ายแล้วเงินของเราจะมีมูลค่าลดลง ฉะนั้น อย่างน้อยถ้าเราฝากเงินไว้ในธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเทียบเท่าหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อก็จะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของเราเท่าเดิมหรือไม่ลดลงจนเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่ต้องไม่ลืมคือ ดอกเบี้ยที่ได้นั้นจะต้องหักภาษีอีก 15 เปอร์เซ็นต์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเงินฝากประจำนั้น เมื่อทางการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย นั่นหมายความว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำจะต้องลดลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน และมีแนวโน้มว่าในระยะยาวอัตราดอกเบี้ยจะลดลงอีก นั่นจึงหมายความว่า ถ้าเรามีเงินที่ไม่ต้องการสภาพคล่องสูงมากมาย เราอาจจะแบ่งเงินส่วนนั้นมาใส่ไว้ในเงินฝากประจำ โดยอาจจะแบ่งเงินเพื่อฝากประจำในระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี การจะนำเงินไปฝากไว้ในเงินฝากประเภทใดก็ขึ้นกับความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในอนาคตหรือสภาพคล่องที่ต้องการ นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยในอนาคตมีแนวโน้มจะลดลง การฝากเงินระยะยาวคือ 1 ปีขึ้นไปก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนมากกว่าเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเงินฝากประจำก็เช่นเดียวกับเงินฝากออมทรัพย์ที่จะต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ สำหรับบางคนที่ต้องการสร้างวินัยในการฝากเงินก็อาจจะฝากประจำรายเดือน ซึ่งโดยมากจะกำหนดให้ฝาก 2 ปี หรือ 3 ปีขึ้นไป การฝากประจำรายเดือนมีข้อดีคือ ไม่ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนฝากเงินออมระยะยาว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็กำหนดให้แต่ละคนฝากเงินประเภทนี้ได้เพียงแค่บัญชีเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าเราฝากกับธนาคารใดธนาคารหนึ่งแล้วเราก็จะไปเปิดบัญชีประเภทนี้กับธนาคารอื่นไม่ได้อีก ที่สำคัญ ดอกเบี้ยที่ได้จะเป็นดอกเบี้ยระดับเดียวกับการฝากประจำ 12 เดือนบวกกับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามแต่แต่ละธนาคารจะกำหนดไว้ การฝากเงินประเภทนี้จึงต้องประเมินว่าเราจะสามารถฝากเงินระยะยาว ๆ ได้เดือนละเท่าไรเพราะถ้าเราฝากแล้วเราจะไม่สามารถถอนได้ก่อนระยะเวลากำหนด ถ้าถอนก่อนเงินที่ฝากมาทั้งหมดก็จะได้ดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยออมทรัพย์และยังต้องเสียภาษีอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับค่อนข้างสูงเพราะเป็นอัตราดอกเบี้ยของการฝากประจำ 12 เดือน ซึ่งปกติจะค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ยังมีอัตราดอกเบี้ยที่ให้เพิ่มเติมและดอกเบี้ยที่ได้นั้นไม่ต้องเสียภาษี ทำให้เงินฝากประเภทนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เพียงแต่เงินที่ฝากไปนั้นจะมีสภาพคล่องที่ค่อนข้างต่ำเพราะต้องฝากระยะยาวและฝากทุกเดือนเดือนละเท่า ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การฝากเงินเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงใด ๆ เพราะรัฐบาลคอยค้ำประกันเต็มจำนวนเงิน (แม้จะมีการพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดขอบเขตในการค้ำประกันเงินฝากให้เหมาะสมอยู่ก็ตาม) แต่การเลือกธนาคารที่ค่อนข้างมั่นคงก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับธนาคารที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมการใช้เงินของเราได้&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-2820738265538315643?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/2820738265538315643/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=2820738265538315643' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/2820738265538315643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/2820738265538315643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/04/1.html' title='เมื่อดอกเบี้ยลด (1): คู่มือฝากเงินธนาคาร'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-1153347012790715431</id><published>2007-04-05T08:32:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:03.094+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bloomsbury Group'/><title type='text'>Live 8: บ๊อบ เกลด็อฟ, โบโน และ เจ็ฟฟรี่ ซาคส์</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhRQXHBFxFI/AAAAAAAAABU/JEeWOFmodMA/s1600-h/Bono+-+1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5049749440140002386" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhRQXHBFxFI/AAAAAAAAABU/JEeWOFmodMA/s320/Bono+-+1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันก่อนเห็นข่าวโบโนในหนังสือพิมพ์แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร พยายามกลับไปค้นหาก็ยังหาไม่เจอ น่าจะเกี่ยวกับการได้รางวัลอะไรสักอย่าง พูดถึงโบโนแล้วพาลให้นึกถึงผลงานของเขาทางด้านการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทุกครั้งไปแม้เราจะไม่ใช่แฟนเพลงของเขาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้จักยูทู (U2) และ โบโน มานานพอสมควร แต่ผมเพิ่งติดตามอย่างจริงจังก็เมื่อเขาเคลื่อนไหวอย่างอึกทึกครึกโครมในฐานะตัวแทนของกลุ่มจูบิลี 2000 (Jubilee 2000) ก่อนที่จะจางหายไประยะหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบโน กลับมาอยู่ในความสนใจของผมอีกครั้ง เมื่อมีการจัดคอนเสิร์ต Live 8 ซึ่งถือเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงของโลก ในช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังมีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ G8 ที่ประเทศสก็อตแลนด์เมื่อสองปีก่อน พร้อม ๆ กับที่ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Jeffrey Sachs ชื่อหนังสือ &lt;a href="http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/clinical-economics.html"&gt;The End of Poverty: How we can make it happen in our life time&lt;/a&gt; ซึ่งมีโบโนเขียนคำนิยมให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักดนตรี กับ นักเศรษฐศาสตร์ ดูจะเป็นเส้นขนานที่บรรจบกันไม่ค่อยได้ เพราะ ดูไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันนัก แต่เมื่อนักดนตรีอย่างโบโนก้าวเท้าเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงแทนประเทศอาฟริกาที่ยากจนข้นแค้นแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ก็อดรนทนไม่ได้ที่จะนั่งฟัง ทางหนึ่ง พวกเขาอาจจะถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ทางหนึ่ง พวกเขาอาจจะยอมรับนับถือว่า นักดนตรีก็สามารถเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้เหมือน ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่หูใหม่ในวงการเศรษฐศาสตร์ อย่าง เจ็ฟฟรี่ ซาคส์ และ โบโน จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการเศรษฐศาสตร์ที่ดึงนักวิชาการบนหอคอยงาช้างและนักดนตรีร็อคบนเวที ให้ลงมาคลุกคลีกับประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhRQL3BFxEI/AAAAAAAAABM/hkfP03WnQng/s1600-h/Bono+-+2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5049749246866474050" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhRQL3BFxEI/AAAAAAAAABM/hkfP03WnQng/s320/Bono+-+2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โบโน เป็นตัวตั้งตัวตีของกลุ่มจูบิลี 2000 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มโออีซีดี (OECD – Organization for Economic Cooperation and Development) ให้ยกหนี้ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา หรือ พัฒนาต่ำมาก ซึ่งเรียกว่า LDC (Least Developed Countries) เพื่อเฉลิมฉลองการครอบรอบสหัสวรรษ เมื่อห้าปีก่อน โบโนเขียนคำนิยมในหนังสือของ ซาคส์ ถึงประเทศต่าง ๆ ในโลกในแง่การพัฒนาว่า เหมือนซุป ที่ถ้าเราจัดสรรปันส่วนอย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมทำให้ซุปหม้อนี้สามารถแบ่งปันให้คนกินได้มากกว่าปัจจุบันที่การกระจายการเติบโตมีต่ำ และกระจุกตัวอยู่กับประเทศมหาอำนาจไม่กี่ประเทศเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ บ็อบ เกลดอล์ฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นผมนั่งดูคอนเสิร์ตที่ถ่ายทอดมาให้ชมกันที่ประเทศออสเตรเลีย โดยช่วงหนึ่ง ณ เวทีคอนเสิร์ตที่ไฮด์ปาร์ก บ็อบ เกลด็อฟ (Bob Geldof) ทำให้เหล่าผู้ชมคอนเสิร์ตกว่าสองแสนคนเงียบเสียงลงด้วยการฉายภาพเด็กหญิงชาวเอธิโอเปียคนหนึ่งที่กำลังจะตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หลังจากหยุดภาพนั้นไว้ Birhan Woldu หญิงสาววัย 24 ปีที่เพิ่งเรียนจบทางด้านเกษตรกรรม และเป็นเด็กคนเดียวกับที่กำลังจะตายคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น บนเวทีคอนเสิร์ต พร้อมสภาพร่างกายที่สมบูรณ์และเป็นสาวแล้วในปัจจุบัน&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง บ็อบ เกลด็อฟ ได้มีโอกาสนั่งดูสารคดีของบีบีซีซึ่งกล่าวถึงความยากจนในประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งได้ทำให้บ็อบเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมกับเหล่าศิลปินบนเกาะอังกฤษจัดทำซิงเกิ้ล Live Aid ชื่อว่า Do They Know It’s Christmas และภายหลังได้กลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของคอนเสิร์ต Live Aid ในปีถัดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บ็อบ ก็ได้ร่วมช่วยเหลือทางด้านการเงินมูลค่าหลายล้านเหรียญแก่ประเทศในทวีปอัฟริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศในทวีปอัฟริกาถือเป็นหนึ่งในสามของกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก นอกจากนี้ โรคเอดส์ยังแพร่กระจายไปทั่วโดยพบว่า 40% ของเด็กอายุ 15 ลงไปในอัฟริกาตะวันตกสูญเสียมารดา หรือ ทั้งบิดาและมารดาไปกับโรคนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 1999 เกลด็อฟสืบสานโครงการต่อสู้กับความหิวด้วยการจัดคอนเสิร์ตในชื่อว่า Net Aid online concerts ซึ่งได้ต่อเนื่องจากกลายมาเป็นคอนเสิร์ต Live 8 ในปีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บ๊อบ เกลด็อฟ ก็ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐสภาประเทศนอร์เวย์สำหรับรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2006 ซึ่งจะประกาศผลอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปีหน้า ในฐานะที่อุทิศตนให้กับมนุษยชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทบาทในการเรียกร้องให้มีการปลดหนี้และให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อลดปัญหาความยากจนในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม บ็อบ เกลด็อฟ เคยได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลโนเบลสันติภาพมาแล้วเมื่อปี 1986 ซึ่งครั้งนั้นเขาจัดการแสดงคอนเสิร์ต Live Aid ซึ่งสามารถรวบรวมเงินได้มากกว่า 130 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เซอร์ บ็อบ เกลด็อฟ โดยราชินีอลิซาเบ็ทที่สอง แห่งอังกฤษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้กระแสขับเคลื่อนเพื่อช่วยเหลือชาวอัฟริกาดำเนินมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือ เจ็ฟฟรี่ ซาคส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซาคส์เป็นผู้อำนวยการของ Earth Institute ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นอกจากนี้ ซาคส์ ยังเป็นที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน และดูแลโครงการ Millennium Project ซึ่งเป็นโครงการของสหประชาชาติที่รวบรวมนักเศรษฐศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาต่าง ๆ โดยโครงการนี้ได้วางแผนที่จะลดความยากจนและความหิวทั่วโลกให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในปี 2015 โดยเรียกร้องประเทศร่ำรวยให้เพิ่มการช่วยเหลือทางการเงินเป็นสองเท่าแก่ประเทศยากจน ซึ่งวิธีการนี้ ซาคส์ ยืนยันว่าได้ผล และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่หนังสือพิมพ์ The New York Times ยกย่องซาคส์ว่า เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซาคส์เดินทางเพื่อทำงานพร้อม ๆ กับแสวงหาคำตอบในการแก้ไขความยากจนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งในละตินอเมริกา, ยุโรปตะวันออก, อดีตสหภาพโซเวียต, เอเชีย และ อัฟริกา ซาคส์มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้นำในประเทศต่าง ๆ ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและกำจัดความยากจนมากว่ายี่สิบปี และทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์เกือบทั้งชีวิตของเขา ถูกถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า The End of Poverty: How we can make it happen in our life time ที่ซึ่งเขาฉายภาพให้เห็นว่า ความยากจนถูกกำจัดลงไปได้อย่างไรในอดีต, เราจะสามารถช่วยเหลือคนหนึ่งในห้าของโลกที่ยังยากจนข้นแค้นได้อย่างไร และ เราจะสามารถอาศัยเพื่อนร่วมโลกที่มีฐานะดีมาช่วยให้หลุดจากกับดับแห่งความยากจนได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบโนยกย่องหนังสือเล่มนี้ว่า นี่คือก้าวที่สำคัญของการเดินทางไปสู่ความเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนเสิร์ต Live 8 เป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างพลังประชาชนกับผู้นำระดับโลก ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนเสิร์ตครั้งนี้มีสโลแกนว่า “ทำความยากจนให้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บทหนึ่ง (Make poverty history)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย บ็อบ เกลด็อฟ เป็นแกนนำสำคัญในการจัดคอนเสิร์ตที่มีเป้าหมายในการเน้นถึงปัญหาความยากจนและกดดันเหล่าผู้นำระดับโลกให้แสดงบทบาทในการต่อสู้กับปัญหาความยากจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวทีคอนเสิร์ตสิบแห่งในสี่ทวีป ซึ่งรวบรวมนักร้องทั้งป็อบและร็อกกว่า 200 คน กับการแสดงรวมกันเกือบ 70 ชั่วโมง เพื่อที่จะส่งสัญญาณไปยังเหล่าประเทศที่ร่ำรวยของโลกให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวอัฟริกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอนเสิร์ตครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมชมมากกว่าหนึ่งล้านคน และคาดว่ามีผู้ชมทางโทรทัศน์อีกกว่า 2,000 ล้านคน และ คนอีก 26 ล้านคนทั่วโลกส่งข้อความเพื่อแสดงความสนับสนุน ซึ่งถือเป็นการทำสถิติใหม่สำหรับการจัดกิจกรรมเพียงงานเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเป็นการส่งสัญญาณไปถึงเหล่าผู้นำของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมของโลกแปดประเทศ หรือ Group of Eight industrialised countries หรือ กลุ่ม G8 ซึ่งกำลังจะจัดประชุมกันที่เมือง Gleneagles ประเทศสก็อตแลนด์ ในวันพุธถัดมา เพื่อกดดันให้มีการยกเลิกหนี้ทางการค้าและเพิ่มการช่วยเหลือประเทศในทวีฟอัฟริกาเป็นสองเท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสถานที่ทั้งสิบแห่งล้วนเป็นจุดสำคัญ ๆ ของประเทศและทวีปต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังแวร์ซายล์ (Chateau de Versailles) ใกล้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, Circus Maximus ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี และ จตุรัสแดง (Red Square) ในกรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีไฮด์ปาร์ก (Hyde Park) ในกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ เวทีคอนเสิร์ตที่ไฮด์ปาร์กจะรวบรวมนักดนตรีระดับสุดยอดของโลกไว้ ไม่ว่าจะเป็น พอล แม็คคาร์ตนีย์ (Paul McCartney), โบโน (Bono), มาดอนน่า (Madonna), เอลตัน จอห์น (Elton John), วงพิงค์ฟลอยด์ (Pink Floyd), เดอะฮู (The Who) และ จอร์จ มิเชล (George Michael) โดยมีผู้ชมกว่า 200,000 คนเข้าร่วมในการแสดงยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีเวทีคอนเสิร์ตในเมืองบาร์รี่ ประเทศแคนาดา, ฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศอัฟริกาใต้ และ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะเดียว ก็มีการรวมตัวของประชาชนกว่า 200,000 คนเพื่อเดินขบวนไปยังจุดที่มีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ G8 ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของประชาชนทางการเมืองที่เยอะที่สุดที่เคยมีมาในเมืองหลวงของประเทศสก็อตแลนด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวของเหล่าประชาชน การรณรงค์เพื่อช่วยชาวอัฟริกาครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อทวีปอัฟริกา (Commission for Africa) และ โครงการ Millennium Project ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันของสหประชาชาติ ซึ่ง เจฟฟรี่ย์ ซาคส์ ดูแลอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์, โคฟี่ อันนัน (Kofi Annan) เลขาธิการสหประชาชาติ, เนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) อดีตประธานาธิบดีของประเทศอัฟริกาใต้ และ เหล่านักดนตรีและดาราชื่อดังทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม คอนเสิร์ต Live 8 ในครั้งนี้จะแตกต่างจาก คอนเสิร์ต Live Aid ที่จัดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งครั้งนั้นมุ่งที่จะรวบรวมเงินบริจาคเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาความอดอยากของชาวอัฟริกา ในขณะที่ Live 8 ต้องการที่จะกดดันให้รัฐบาลประเทศที่ร่ำรวยเพิ่มความช่วยเหลือแก่ประเทศอัฟริกาเป็นสองเท่า, ยกเลิกหนี้สิน และ กำหนดกฎเกณฑ์ในการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี คอนเสิร์ต Live 8 ก็เป็นชนวนให้เกิดการถกเถียงว่า เงินบริจาคที่ได้มาจะก่อให้เกิดการคอรัปชั่นมากยิ่งขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเสรีนิยมก็เห็นว่า การช่วยเหลือรังแต่จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณ โดยพวกเขาเห็นว่า การเปิดเสรีทางการค้า ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจเสรีเท่านั้น แต่ทำให้คนเสรีขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนและ อินเดีย ที่แสดงให้เห็นผลของการเปิดเสรีอย่างชัดเจน โดยประชาชนส่วนหนึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Courier-Mail ของออสเตรเลียเสนอให้ทำทั้งสองทาง คือ ทำตามเป้าประสงค์ของคอนเสิร์ต Live 8 และเปิดเสรีทางการค้าไปในตัวด้วย โดยให้เหตุผลว่า เมื่อตลาดเปิด โดยเฉพาะการเข้าถึงทางการเกษตร ความช่วยเหลือจะสามารถเปิดช่องทางเข้าสู่การเพาะปลูกใหม่ ๆ, ผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น และ สนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการในระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ อีกเรื่องที่ท้าทายคือ การปฏิรูปนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายของประเทศร่ำรวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งก่อนหน้าคอนเสิร์ต ทางรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G8 ก็ได้ตกลงที่จะปลดหนี้ระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่จนที่สุดในโลก 18 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปอัฟริกา เป็นจำนวนถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ภายใต้นโยบายอัฟริกันของประเทศอังกฤษ พวกเขาจะทุ่มเทเงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกให้มากขึ้น และจะยกเลิกการสนับสนุนทางการเกษตรซึ่งก่อให้เกิดการบิดเบือนทางการตลาด ซึ่งการสนับสนุนทางการเกษตรนี้มีในประเทศสี่ในแปดประเทศผู้นำของโลก คือ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ อิตาลี การยกเลิกครั้งนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักในกลุ่มประชาคมยุโรป ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ยังอึกอักที่จะทำตามอย่างประเทศอังกฤษ โดยอ้างว่า เงินไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียวของการแก้ไขปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใครบ้างจะสังเกตว่า แบรด พิตต์ ก็ได้ขึ้นไปกล่าวบนเวทีคอนเสิร์ต Live 8 ในกรุงลอนดอนเพื่อเรียกร้องผู้ชมให้หันมาสนใจความยากลำบากของชาวอัฟริกัน ในขณะที่ แองเจลินา โจลี่ ก็ได้อุ้มลูกบุญธรรมชาวอัฟริกาขึ้นเวทีคอนเสิร์ต Eden Project ที่ St Austell อีกมุมหนึ่งของประเทศอังกฤษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคเท่ ๆ ของ โบโน บนเวทีคอนเสิร์ตที่ไฮปาร์คยังคงติดตรึงใจผมอยู่จนถึงวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นักร้องเพลงร็อกและฮิบฮ็อบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่คนดูอย่างพวกคุณสิสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พวกเราไม่อยากให้พวกคุณมัวแต่เอามือล้วงกระเป๋าตัวเองไว้เฉยๆ แต่พวกเรากำลังร้องขอให้ทุกคนกำมือแล้วชูขึ้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกำมือและชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วครับ คุณล่ะ ชูหรือยัง&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านเพิ่มเติม:&lt;br /&gt;1. ‘Live 8 rocks the globe to end Third World debt’, หนังสือพิมพ์ The Courier-Mail ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2005 หน้า 1 และ 4&lt;br /&gt;2. ‘Rock’ n’ Roll can change the world, หนังสือพิมพ์ The Courier-Mail ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2005 หน้า 8&lt;br /&gt;3. ‘Bob Geldof Nominated for Nobel Peace Prize’, หนังสือพิมพ์ The Epoch Times ฉบับวันที่ 13 – 19 กรกฎาคม 2005 หน้า 8, &lt;a href="http://www.theepochtimes.com.au/"&gt;http://www.theepochtimes.com.au/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. Sachs, J. (2005), The End of Poverty: How we can make it happen in our life time, London: Penguin Books.&lt;br /&gt;5. Cassidy, J. (2005), ‘Always with us?’, The New Yorker, April 8, 2005, pp. 72 – 77.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-1153347012790715431?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/1153347012790715431/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=1153347012790715431' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/1153347012790715431'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/1153347012790715431'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/04/live-8.html' title='Live 8: บ๊อบ เกลด็อฟ, โบโน และ เจ็ฟฟรี่ ซาคส์'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhRQXHBFxFI/AAAAAAAAABU/JEeWOFmodMA/s72-c/Bono+-+1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5527184332160380209</id><published>2007-04-02T13:14:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:00.496+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nostalgia for good old days'/><title type='text'>หน้าร้อนของวัยรุ่น</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5048709419435399826" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCed7-dmpI/AAAAAAAAAAs/heVZdT6Ftgk/s320/H2-3.jpg" border="0" /&gt;สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมนั่งดูซีรี่ย์ญี่ปุ่นเรื่อง &lt;a href="http://j-fan.com/drama/drama.cgi?action=viewrev&amp;season=Winter_2005&amp;amp;show=H2_~kimi_to_ita_hibi"&gt;H2&lt;/a&gt; ซึ่งเล่าถึงเด็กวัยรุ่นมัธยมปลาย, ความฝัน และเบสบอล ผมเพิ่งดูไปได้แค่ 2 แผ่นดีวีดีเท่านั้นและเป็น 2 แผ่นที่ผมดูซ้ำ ๆ มาหลายรอบแล้ว ผมชอบการก่อร่างสร้างความฝันในช่วงสองแผ่นแรกนี้มาก พวกเขาพูดถึงความสนุกของเบสบอลซึ่งพวกเขากำลังจะพัฒนาไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่งของชีวิตที่พวกเขาอาจจะหลงลืมความสนุกของเบสบอลไปและต้องเอาจริงเอาจังกับมันเพื่อไปสู่เป้าหมาย ถ้าเคยอ่านการ์ตูนเรื่อง&lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B0"&gt;ซึบาสะ&lt;/a&gt;ก็จะเห็นว่า หลาย ๆ ครั้งซึบาสะในภาคที่โตแล้วก็จะเอาจริงเอาจังจนลืมความสนุกของการเล่นฟุตบอลไปเสียหมด และเมื่อนึกได้ความสนุกของฟุตบอลก็กลับสามารถช่วยซึบาสะแก้ปัญหาในภาวะจนตรอกได้หลาย ๆ ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ผมจะดูมา H2 สองแผ่นแรกมาหลายรอบแล้วรวมถึงอ่านการ์ตูนอีกหลายหน แต่ก็ยังไม่ทำให้ผมเบื่อได้และยังอยากจะดูซ้ำ ๆ อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบการ์ตูนของ &lt;a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A3%E0%B8%B8"&gt;อาดาจิ มิทซึรุ&lt;/a&gt; หลาย ๆ เรื่องเพราะอาดาจิมักจะเขียนถึงความฝันของเด็กวัยรุ่นในช่วงฤดูร้อน ท่ามกลางแดดเปรี้ยง, ไอติมเย็น ๆ จากร้านขายของชำข้างทาง, ผีเสื้อบินไปมา, เด็กประถมจูงมือพ่อเดินไปจับแมลง, การขึ้นสแตนด์เชียร์ และโฮมรัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ์ตูนหลาย ๆ เรื่องของอาดาจิจะใช้ธีมของกีฬาเบสบอล โดยเหล่าพระเอกนางเอกวัยรุ่นต่างมีความฝันร่วมกันในการไปถึงโคชิเอ็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง &lt;a href="http://www.freewebs.com/adachifan/h2.htm"&gt;H2&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.freewebs.com/adachifan/touch.htm"&gt;Touch&lt;/a&gt; หรือล่าสุด “&lt;a href="http://www.freewebs.com/adachifan/crossgame.htm"&gt;Cross Game&lt;/a&gt;” สำหรับหลาย ๆ คนที่อาจจะไม่เคยอ่านการ์ตูนเบสบอล ผมอยากจะบอกว่า โคชิเอ็ง คือ สนามนัดชิงชนะเลิศของการแข่งขันเบสบอลระดับมัธยมปลายของประเทศญี่ปุ่น ฤดูร้อนและโคชิเอ็งคือความฝันที่สวยงามของนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งพวกเขามีโอกาสเพียง 3 ปีเท่านั้นตลอดชีวิตของพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามหลักสูตรการเรียนการสอนของระบบการศึกษาของญี่ปุ่น การทำกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนด้วย ชมรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นชมรมกีฬาประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีเป้าหมายเพื่อการออกกำลังกายและการเข้าแข่งขันระดับเมือง ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศต่อไป &lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCeqb-dmqI/AAAAAAAAAA0/tM2e1rRQNwI/s1600-h/H2-1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5048709634183764642" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCeqb-dmqI/AAAAAAAAAA0/tM2e1rRQNwI/s320/H2-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยทำชมรมอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโดยเป็นไม่ได้เป็นแค่สมาชิกชมรมแต่เป็นสต๊าฟทำงานของชมรมเลย โดยสถาบันเทคโนฯลาดกระบังที่ผมเรียนอยู่เรียกชมรมว่า “ชุมนุม” และผมรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าชมรมทำให้หน้าร้อนของวัยรุ่นมีความหมายได้อย่างไร ชมรมทำให้เรารู้จักการทำงานร่วมกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน การปรับตัวเข้าหากัน การเสียสละ การจัดการ และอีกมากมาย ที่สำคัญชมรมทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ผมมักจะบอกใคร ๆ อยู่เสมอว่าชมรมมีส่วนสร้างผมขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลาย ๆ ครั้งตอนสมัยเรียนหนังสือ ผมจึงมักจะเอาการ์ตูนของอาดาจิมาอ่านตอนหยุดปิดเทอมใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและจินตนาการถึงความฝันของวัยรุ่นและโคชิเอ็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ความฝันของวัยรุ่นสวยงามเสมอ ความฝันของวัยรุ่นจะไม่เหมือนความฝันแบบเด็ก ๆ แล้ว พวกเขาอิงกับความจริงมากขึ้น สมัยเด็ก ๆ เราอาจจะฝันว่าโตขึ้นอยากจะเป็นหมอ เป็นตำรวจ เป็นทหาร หรือเป็นวิศวกรโดยที่ไม่เคยรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร สมัยเรียนประถมต่อเนื่องถึงสมัยเรียนมัธยม ผมยังไม่รู้ว่าผมอยากจะเป็นอะไร ทุกครั้งที่คุณครูให้ผมออกไปยืนหน้าชั้นเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ผมก็มีคำตอบแบบสำเร็จรูปว่าอยากจะเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนคนอื่น ๆ ก็มีคำตอบที่ไม่ได้หนีจากของผมมากมายนัก ในยุคของผมนั้น โลกของเด็กผู้ชายอย่างผมมีแต่หมอกับวิศวกรเท่านั้น อาชีพอื่นดูจะไม่สามารถทำให้พ่อแม่มีหน้ามีตาได้มากนักในละแวกห้องแถวย่านคนจีน โลกของเด็กอย่างผมยังแคบมาก เพื่อนบางคนตอบเอามันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อน ๆ ซึ่งพวกเราทั้งห้องก็รู้ดีว่าเขาตอบเล่น ๆ เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนเป็นเด็กประถม ผมเคยฝันอยากเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถประจำทาง หรือกระเป๋ารถเมล์นั่นเอง ผมว่ามันเป็นอาชีพที่เท่ไม่หยอก ผมชอบเสียงของกระบอกใส่เงินที่ขยับเปิดปิดเสียงดังป๊อกแป๊กในขณะที่กระเป๋าก็ส่งเสียงบอกให้เราชิดใน ให้ลุกขึ้นให้คนแก่ ผู้หญิง และเด็กนั่ง กระเป๋ามีอิสระที่จะเดินไปมาบนทุกพื้นที่ของรถโดยสาร แม้แต่การใช้มือเดียวจับราวและห้อยตัวโบกขอทางรถคันข้าง ๆ ความฝันของผมคล้าย ๆ ของ โต๊ะ โตะ จัง ที่ฝันอยากเป็นพนักงานตรวจตั๋วรถไฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมอยากเป็นหมอเพราะผมมักจะมีอาการปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง และต้องไปหาหมออยู่เป็นพัก ๆ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดหมอและอยากเป็นหมอขึ้นมา แต่ต่อมาผมก็อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบซึบาสะหรืออยากเป็นนักเรียนม.ปลายที่มีความฝันไปโคชิเอ็งแม้ตอนนั้นผมก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ซึ่งไม่สามารถเกิดได้กับทุกคน การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแทบจะตัดทิ้งไปได้เลยเพราะผมยังเลี้ยงบอลได้ไม่เป็นสับปะรดเสียด้วยซ้ำ ส่วนโคชิเอ็งนั้นผมก็รู้ดีว่าเมืองไทยเรามีแต่ซอฟท์บอล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นช่วงของการแสวงหาอย่างแท้จริง ผมอยากเป็นนักศึกษาที่เข้าป่าสมัย 6 ตุลา อยากเป็นอย่างพี่เสก (อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) อยากเป็นคนเรียกร้องประชาธิปไตย อยากเป็นเอ็นจีโอ และอยากเป็นอีกหลาย ๆ อย่าง&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCe5b-dmrI/AAAAAAAAAA8/m-gTCAk1FgA/s1600-h/H2-2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5048709891881802418" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCe5b-dmrI/AAAAAAAAAA8/m-gTCAk1FgA/s320/H2-2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไล่ดูความฝันนับจากเยาว์วัย ผมมีความอยากเป็นนั่นเป็นนี่มากมายไม่รู้จบ ผมอยากเป็นคนวาดการ์ตูน อยากเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อยากเป็นคนแต่งเพลง อยากเป็นนักเทนนิส อยากเป็นชาวสวน อยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือ อยากเปิดร้านกาแฟ อยากเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ อยากเป็นคอลัมน์นิสต์ อยากเป็นนักเขียน และอยากเป็นนักดนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความฝันของผมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลาและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และตกผลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หลายความฝันผมเคยทำแล้วและล้มเหลวไปแล้ว หลายความฝันผมกำลังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายความฝันผมยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมชอบที่ ฮิโร่ พระเอกเรื่อง H2 พูดไว้ว่า ถ้าเรายังไม่ได้พยายาม เราจะยอมแพ้ได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงฝันโน่นฝันนี่ไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกโชคดีที่หน้าร้อนของผมมันยังคงยาวนานมาถึงปัจจุบัน แม้ผมจะพ้นช่วงชีวิตวัยรุ่นไปมากโขแล้วก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5527184332160380209?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5527184332160380209/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5527184332160380209' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5527184332160380209'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5527184332160380209'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='หน้าร้อนของวัยรุ่น'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RhCed7-dmpI/AAAAAAAAAAs/heVZdT6Ftgk/s72-c/H2-3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-4394484093838644697</id><published>2007-03-29T13:25:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:04.709+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><title type='text'>การจากไปของร้านหนังสือแห่งหนึ่งบนถนนสีลม (2): เมื่อยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;แม้&lt;a href="http://lepidopterans.blogspot.com/2007/02/blog-post.html"&gt;ร้านบุ๊กกาซีน ณ au bon pain จะจากไป&lt;/a&gt;แล้ว และร้านหนังสือหรือร้านอะไรสักอย่างก็ยังไม่มาแทนที่ แต่ตอนนี้มีประเด็นใหม่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอมเมนต์หนึ่งตั้งคำถามว่า นี่คือปรากฏการณ์ในลักษณ์เดียวกับ You’ve Got Mail หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgtYIb-dmoI/AAAAAAAAAAk/kpw2GgVu-4M/s1600-h/100_3850.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5047224709370714754" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgtYIb-dmoI/AAAAAAAAAAk/kpw2GgVu-4M/s320/100_3850.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้ายังจำกันได้ You’ve Got Mail เป็นเรื่องราวความรักที่ก่อตัวขึ้นบนความขัดแย้งระหว่างร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ทุนหนาของพระเอกกับร้านหนังสือเล็ก ๆ ขายนิทานสำหรับเด็กและสืบทอดร้านมายาวนานของนางเอก เมื่อร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ต้องการจะสยายปีกไปครอบคลุมทุกลมหายใจเข้าออกของอุตสาหกรรมหนังสือของเมือง ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน ของร้านหนังสือขนาดเล็กแห่งนี้เหมือนที่เราอาจจะเคยเห็นข่าวทำนองว่ามีห้างซุปเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่มากว้านซื้อที่ แต่มีร้านห้องแถวเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมย้ายออก กลายเป็นจุดด่างพร้อยของความยิ่งใหญ่ของห้างนั้นไปตลอดกาล และเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของมดเล็ก ๆ กับช้างสารตกมัน ในสายตาของร้านหนังสือขนาดใหญ่แล้วนี่อาจจะเป็นความรู้สึกเหมือนมดกัดฝ่าเท้าเท่านั้น แต่มดที่กัดฝ่าเท้านั้นมันทรมานมาก จะเกาก็ลำบาก จะบี้ให้ตายก็แสนยากเย็น สุดท้ายก็ต้องทรมานไปอีกพักใหญ่ แต่ทว่านี่คือหนังรักโรแมนติก เราสามารถทำให้ทุกอย่างจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งได้ และทุกคนก็ลืมร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งนั้นไปเพราะประเด็นอยู่ที่ความรักไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่สำหรับชีวิตจริงนั้น ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอก มีแต่ตัวร้าย และตัวร้ายที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นถึงจะอยู่ต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งกรณีของร้านบุ๊กกาซีนนี้ก็ไม่ได้เป็นการต่อสู้ระหว่างทุนใหญ่กับทุนเล็กหรือทุนแบบพอเพียงใด ๆ เพราะถ้าจะเป็นการปะทะกันระหว่างร้านหนังสือก็คงเป็นยักษ์ใหญ่ประทะยักษ์เล็ก เมื่อยักษ์ปะทะยักษ์ หญ้าแพรกก็แหลกสลาย ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่อาจจะเป็นการแพ้ภัยตัวเองของบุ๊กกาซีนที่วิเคราะห์ตลาดผิดพลาดเพราะอาจจะมองว่าพวกเขาสามารถสร้างกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องเก็บกระเป๋าจากไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกาภิวัตน์ส่งผลกระทบกับร้านหนังสืออย่างหนักหน่วง การเติบโตของทุนขนาดใหญ่ทำให้เกิดการควบกิจการระหว่างธุรกิจที่หลากหลายเข้าด้วยกัน และเป็นช่องทางให้อุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่นที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญแต่อย่างใดในวงการหนังสือเข้ามาซื้อกิจการสำนักพิมพ์และร้านหนังสือ ซึ่งนี่อาจจะส่งผลให้จิตวิญญาณของวงการหนังสือแปรเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกาภิวัตน์ทำให้ทุนขนาดใหญ่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ทุนขนาดเล็กก็ง่อยเปลี้ยเสียขาลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน เชน (chain) ร้านหนังสือในประเทศอังกฤษอย่าง &lt;a href="http://www.waterstones.com/waterstonesweb/home.do"&gt;Waterstone's&lt;/a&gt; ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดหนังสือในอังกฤษประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ได้อาศัยอิทธิพลนี้ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการซื้อขายหนังสือกับสำนักพิมพ์โดยการกำหนดให้มีระยะเวลาปลอดหนี้ยาวนานขึ้น ซึ่งสำหรับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่แล้วคงจะไม่มีผลกระทบมากมายนักแต่สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแล้วพวกเขาต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยจากการกู้เงินไปลงทุน เมื่อต้องมารอระยะเวลารับเงินที่ยาวนานขึ้นก็ทำให้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กหลายแห่งไม่สามารถอยู่รอดในวงการนี้ได้ เช่นเดียวกับที่มีรายงานว่าจำนวนร้านหนังสือที่ไม่ใช่เป็นเชนมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีรายงานว่าในปีนี้อัตราการเติบโตของร้านหนังสือจะเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากจำนวนสาขาของร้านหนังสือสาขาอย่างบุ๊กสไมล์และบีทูเอสที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบในส่วนกลับในปีถัด ๆ ไปก็อาจจะเป็นจำนวนร้านหนังสืออิสระทั้งหลายต้องปิดตัวลงอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือลักษณะของทุนใหญ่ที่เข้ามาแย่งพื้นที่ตลาดหนังสือที่ไม่ได้ขยายตัวในสัดส่วนเดียวกัน จึงเป็นการบีบให้ร้านหนังสือขนาดเล็กต้องหลุดออกจากวงโคจรไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนเสนอว่า หนทางที่จะช่วยอุตสาหกรรมหนังสือของประเทศไทยมีอยู่สองสามทาง ได้แก่ การลดภาษีนำเข้ากระดาษ, การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และการควบคุมราคาหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรการทางด้านภาษีเป็นเรื่องที่รัฐบาลน่าจะสามารถมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวงการหนังสือมากที่สุด แต่ผมนั่งอ่านข้อเรียกร้องผ่านบทความในหลากหลายสื่อในประเด็นเรื่องภาษีมากว่าสิบปีแล้ว ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะรัฐบาลก็ไม่เคยมีมาตรการตอบสนองใด ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามข้อเรียกร้องเลย ผมเลยสงสัยว่ามีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างคนเรียกร้องกับรัฐบาลหรือพวกผมรับสื่อต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกันแน่ อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องในเรื่องภาษียังเป็นการเรียกร้องจากฝ่ายผู้ผลิตเป็นส่วนใหญ่ นั่นหมายความว่าถ้ามาตรการทางด้านภาษีได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จริง ๆ หรือไม่ ราคาหนังสือจะสามารถลดลงมาในระดับที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้หรือเปล่า หรือผู้ผลิตจะอาศัยโอกาสนี้ในการตั้งราคาที่ไม่ได้ถูกลงไป แต่ทำให้พวกเขาได้กำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และนั่นก็จะทำให้วงจรอุบาทว์วนกลับมาเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยคิดว่า ถ้าเราสามารถหักลดหย่อนภาษีสำหรับคนบริจาคเงินเพื่อการกุศลได้แล้ว ทำไมคนอ่านหนังสือที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแถมจะยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศมากกว่าคนดื่มเหล้าขาวถึงจะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหนังสือบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนญี่ปุ่นข้างโต๊ะผมเล่าถึงวงการหนังสือญี่ปุ่นว่า ราคาหนังสือญี่ปุ่นถูกควบคุมโดยรัฐบาลโดยจะต้องกำหนดราคาตายตัวแน่นอนไม่สามารถมาลดราคาแข่งกันได้ นั่นทำให้ร้านหนังสือจะต้องหาจุดขายอื่นมาดึงดูดความสนใจของลูกค้าแทน ไม่ว่าจะเป็นบริการจัดส่งฟรีหรือการทำให้ผู้ซื้อเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ร้านอเมซอนสาขาญี่ปุ่นไม่สามารถกำหนดราคาลดกระหน่ำเพื่อตัดคู่แข่งได้ แต่พวกเขาก็จัดส่งหนังสือให้ผู้ซื้อฟรี ที่สำคัญพวกเขาเปิด 24 ชั่วโมงให้ทุกคนสามารถหาซื้อได้ตลอดเวลา คนญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่ทำงานกันอย่างไม่คิดชีวิตกว่าจะเลิกงานก็ดึกดื่น โอกาสที่จะไปเดินละเลียดเลือกหนังสือทีละเล่ม ๆ ก็ไม่ค่อยมีมากนัก ร้านอย่างอเมซอนจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมาก&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgtX6L-dmnI/AAAAAAAAAAc/-1UtGkLYUIc/s1600-h/100_3850.JPG"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgtX6L-dmnI/AAAAAAAAAAc/-1UtGkLYUIc/s1600-h/100_3850.JPG"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สำหรับร้านหนังสือในออสเตรเลียซึ่งคนในประเทศมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง ก็ทำให้&lt;a href="http://underjacaranda.wordpress.com/2007/03/26/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84/"&gt;อุตสาหกรรมหนังสือของประเทศออสเตรเลีย&lt;/a&gt;มีขนาดใหญ่โดยมีขนาดมากกว่า 1,500 ล้านเหรียญออสเตรเลียหรือคิดเป็น 42,000 ล้านบาท (หนึ่งเหรียญออสเตรเลียคิดเป็นประมาณ 28 บาทไทย) อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมหนังสือของออสเตรเลียไม่ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากทางภาครัฐบาล ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเสรี ซึ่งหมายถึงว่าร้านหนังสือแบบเชนของยักษ์ใหญ่วงการหนังสือย่อมมีอิทธิพลอย่างมากต่อยอดขายหนังสือแต่ละเล่ม แต่ก็ยังมีร้านหนังสือเล็ก ๆ อีกมากมายที่ยังสามารถอยู่รอดในวงการหนังสือออสเตรเลียได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ คนในออสเตรเลียก็บ่นทำนองว่าร้านขายหนังสือเริ่มคล้ายโรงหนังมากขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือแต่ละเล่มที่วางโชว์บนชั้นหนังสือจะมีเวลาพิสูจน์ตัวเองเพียงไม่กี่อาทิตย์เท่านั้น ถ้ามันไม่ได้รับความนิยมก็จะถูกดันถอยไปอยู่ชั้นหลัง ๆ มากขึ้น หรืออาจจะถูกขายเป็นหนังสือมือสองอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่อุตสาหกรรมหนังสือไทยแม้ทางภาครัฐบาลจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ในโลกทุนนิยมที่ยักษ์ใหญ่สายป่านยาวย่อมมีความได้เปรียบเหนือยักษ์เล็กหรือหญ้าแพรกทั้งหลาย ทำให้ร้านหนังสือเล็ก ๆ ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ สำนักพิมพ์โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อการขายในช่วงเทศกาลสัปดาห์หนังสือปีละ 2 ครั้งเท่านั้น โดยเฉพาะสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีงบประมาณเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์จำนวนมากมายก็ต้องอาศัยโอกาสในการแจ้งเกิดจากงานในลักษณะนี้ นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลควบคุมการกำหนดราคาหนังสือย่อมจะทำให้งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแทบจะหมดความสำคัญไปเลย เพราะสำหรับคนซื้อแล้วนี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่พวกเขาเห็นว่าจะสามารถซื้อหนังสือได้ในราคาถูกกว่าปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;a href="http://www.bangkokibf.com/"&gt;งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ&lt;/a&gt;กำลังจะเริ่มต้นวันพรุ่งนี้แล้วครับ คุณจะช่วยหญ้าแพรกให้เติบโตอย่างเข้มแข็งหรือคุณจะช่วยขุนยักษ์ให้อ้วนพีขึ้นไปอีก อยู่ที่คุณครับ&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-4394484093838644697?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/4394484093838644697/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=4394484093838644697' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4394484093838644697'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/4394484093838644697'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/2.html' title='การจากไปของร้านหนังสือแห่งหนึ่งบนถนนสีลม (2): เมื่อยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgtYIb-dmoI/AAAAAAAAAAk/kpw2GgVu-4M/s72-c/100_3850.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-3333091485452277729</id><published>2007-03-26T08:34:00.001+07:00</published><updated>2007-03-26T08:34:40.017+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><title type='text'>วิ่งหาก็หนีหาย</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;หลังจากอ่านเรื่องคุณบัณฑิต อึ้งรังษีแล้ว ผมกลับไปหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่งของคุณ&lt;a href="http://www.oknation.net/blog/black"&gt;สุทธิชัย หยุ่น&lt;/a&gt; ที่ชื่อว่า “วิ่งหา...ก็หนีหาย” ซึ่งผมเคยอ่านเมื่อ 5 ปีก่อนมาอ่านอีกครั้ง   หนังสือเล่มนี้รวมเล่มจากบทความของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ชีวจิต” คอลัมน์ “ไม้เกาหลัง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสุทธิชัย อ้างถึงข้อเขียนเกี่ยวกับการพยายามแสวงหาความหมายชีวิของคนจากหนังสือ Man’s Search for Meaning โดยบอกว่า ความสำเร็จกับความสุขนั้นมีความเหมือนกันตรงที่ มันจะมาหาเราก็ต่อเมื่อเราไม่ได้วิ่งตามหามันอย่างบ้าคลั่ง   และมันเหมือนกันตรงที่จะต้องเกิดขึ้นมาเอง บังคับยัดเยียดไม่ได้ ยิ่งวิ่งหา ก็ยิ่งหนีหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องความสำเร็จนั้น ถ้าเรามุ่งมั่นกับมันมาก ๆ โดยตั้งเป็นเป้าหมายของชีวิต ก็จะเป็นการง่ายที่มันจะทำให้เราวอกแวกได้ง่าย และสุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุข ในขณะที่ความสำเร็จก็หนีหายไปด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อใดที่เราทำใจได้และทำความเข้าใจกับความสำเร็จได้ก็จะทำให้เราไม่เป็นทุกข์ทุรนทุราย ซึ่งก็ทำให้หลาย ๆ คนไม่เข้าใจว่า ในเมื่อทุ่มเทและยอมเสียสละไปถึงขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จจึงไม่ได้มาจากความต้องการ แต่เป็นผลพลอยได้จากการกระทำในสิ่งที่เชื่อว่าควรจะทำเพื่อความสุขของผู้อื่นและสังคมมากกว่า   เมื่อคนทำงานโดยไม่หวังความสำเร็จแต่ทำเพราะใจรักและอยากทำ ความสุขก็จะเกิดขึ้น เมื่อความสุขเกิดก็จะกลายเป็นความสำเร็จที่ไม่ต้องวิ่งตามหาอย่างบ้าคลั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านอย่างนี้แล้ว อาจจะทำให้หลาย ๆ คนเกิดความลังเลว่า จริง ๆ แล้วเราควรจะตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างที่คุณบัณฑิตว่าไว้ หรือควรจะทำใจและไม่ต้องตั้งเป้าหมายใด ๆ อย่างคุณสุทธิชัยกันแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของผม ผมคิดว่าการตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพียงแต่ว่าเราต้องรู้จักตั้งเป้าหมายโดยเป็นเป้าหมายในแง่ความสุขมากกว่า   ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่กับเป้าหมายเชิงตัวเลขค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายยอดขาย, เป้าหมายที่จะมีเงินสิบหรือร้อยล้าน, เป้าหมายที่จะมีรถมีบ้านก่อนอายุ 30 หรือที่บรู๊ซ ลี และจิม แครี่ ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับรายได้ที่จะสามารถทำได้ในอีก 5 ปี 10 ปี เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนอย่างประเด็นเรื่อง &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Gross_National_Product#Gross_National_Product"&gt;GNP&lt;/a&gt; – Gross National Product ซึ่งเป็นผลผลิตมวลรวมของประเทศที่ใช้วัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปในสังคมเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ความสุขโดยรวมหรือ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Gnh"&gt;GNH&lt;/a&gt; – Gross National Happiness ซึ่งเป็นการพยายามวัดอัตราความสุขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของประเทศโดยรวม   โดยมีประเทศภูฐานของเจ้าชายจิ๊กมี่เป็นตัวอย่างของการนำเรื่อง GNH ไปใช้ในการดำเนินนโยบายบริหารประเทศอย่างเด่นชัดที่สุดนั้น   ทั้ง GDP และ GNH ก็เป็นประเด็นถกเถียงกันในวงวิชาการไทยที่พยายามจะให้ความสำคัญกับความสุขที่เกิดขึ้นมากกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล้วน ๆ และประเทศไทยเองก็ได้นำประเด็นเรื่องการวัดความสุขใส่ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดด้วย   แต่เราก็ยังไม่มีอะไรชัดเจนนักว่าจะวัดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร ซึ่งผมมองว่าเราติดอยู่กับ “กับดักตัวเลข” มากเกินไปหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายเป็นความสุขในเชิงนามธรรมแทนล่ะ   เราอาจจะตั้งเป้าที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจจากบริการของเราให้มากที่สุด, เป้าหมายที่จะมีเวลาทำงานอดิเรกที่ชอบหรือพาครอบครัวไปเที่ยว   หรือเป็นเป้าหมายที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรักให้เต็มที่ที่สุดแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรจากการนั้นก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องนามธรรมและวัดผลลำบาก ซึ่งไม่ค่อยสอดคล้องกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในปัจจุบัน   แต่ผมมองว่าความสุขน่าจะเกิดขึ้นได้นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยอมรับว่า เมื่อก่อนผมวิ่งหาหลายสิ่งหลายอย่างมากมายรอบตัว   ผมอยากรวยที่สุด, ผมอยากไปถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุด เรียกได้ว่า มีความทะเยอทะยานสุด ๆ และมีพลังในการไปถึงเป้าหมายแบบไม่มีวันหมด   แต่ผมก็พบว่ายิ่งวิ่งหามันมากเท่าไร หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างก็กลับหนีหายไปเรื่อย ๆ   ผมอาจจะบรรลุเป้าหมายหนึ่ง แต่ผมก็ต้องการไปให้เหนือกว่าเป้าหมายเดิมนั้นอีกโดยตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกปี ๆ   แต่สุดท้ายผมก็มือเปล่ากลับไป ไม่มีความสุขใด ๆ เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งประสบการณ์และอายุที่มากขึ้นก็ทำให้ผมมองเห็นอะไรมากขึ้น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ผมก็ยังคงวิ่งหาหลาย ๆ อย่างอยู่ แต่ผมปลงมากขึ้น ผมวิ่งอย่างมีแผนการ, วิ่งแบบไม่ได้ทุ่มพลังทั้งหมดไป แต่รู้จักผ่อน รู้จักวิ่งเหยาะบ้าง เร็วบ้าง และแวะข้างทางบ้างเพื่อชมดอกไม้หรือพูดคุยกับผู้คน   แต่บางเรื่องผมก็อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ยังวิ่งหามันอย่างบ้าคลั่ง   ซึ่งโดยรวมแล้วผมก็รู้สึกว่ามันมีความสุขมากขึ้นแม้จะยังไม่ที่สุดก็ตามที   ผมทุ่มเทเวลาให้กับงานอดิเรกมากขึ้นเพราะงานอดิเรกเป็นสิ่งที่ทำไปโดยไม่มีปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเป็นตัวผลักดัน ในขณะที่งานประจำที่ทำผมก็พยายามรักมันและมองหาจุดที่ผมจะรักมันได้   แต่บางเรื่องผมก็ยังคงวิ่งหามันอย่างบ้าคลั่งอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้รวมถึงความรักด้วย   ความรักที่ไม่ใช่แค่ความรักแบบชายหนุ่มหญิงสาวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความรักระหว่างเพื่อน, ความรักของพ่อแม่ที่มีให้กับลูก, ความรักของพี่น้อง และความรักใด ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา   ผมเคยวิ่งหาความรักอย่างบ้าคลั่งแต่สุดท้ายผมก็กลับบ้านมือเปล่า   ยิ่งวิ่งหาเท่าไร ความรักก็หนีหายไปหมด   มันคงเป็นอย่างที่คุณสุทธิชัยว่าไว้ว่า ยิ่งเราตั้งเป้าหมายกับมันมากเพียงใดโดยมองแต่ความสุขส่วนตัวที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะทุ่มเทมากเพียงใด ไม่ช้าไม่นานมันก็หนีหายไปได้   แม้เราจะทำด้วยใจรักจริง ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังในความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น จึงไม่เกิดผลพลอยได้ที่เป็นความสุขหรือความสำเร็จตามมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้ว ความรักเป็นเรื่องนามธรรมเสียยิ่งกว่าความสุข   ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ จับต้องวัดขนาดไม่ได้ แต่รู้สึกได้ง่าย ๆ   แต่ความรักมันเป็นการผสมผสานกันของความสุขและความสุข จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกสุขหรือทุกข์ง่ายเสียยิ่งกว่า   ยิ่งรักมากก็ทุกข์มาก ยิ่งวิ่งหาความรัก ความรักก็วิ่งหนีหายไป ความทุกข์ก็เกิดขึ้น แต่เมื่อได้มันมาครอบครองความสุขก็เกิด แต่เกิดได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว ความรักก็หนีหายไปอีก ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีก มันหมุนวนเป็นวัฏจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเข็ดหลาบกับความรักได้หรือถ้าจะมีก็น้อยเต็มที   ยิ่งทุกข์มากก็อยากได้มันมาครอบครอง   ยิ่งหนีหายเท่าไรก็วิ่งวนอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น   บางคนแม้ได้มาครอบครองเพียงชั่วกระพริบตาก็ยอมได้   แม้คนที่คิดว่าปลงได้ แต่ในเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกมันก็จะหวนมาโบยตีเราให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรักจึงเป็นความทุกข์ที่มีความสุขยิ่งนัก   และผมยังไม่สามารถหาทางปลงกับมันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทุกวันนี้พลังในกายและใจผมยังมีมากมายไม่รู้หมด   แต่ผมเชื่อว่าผมจะวิ่งช้าลงและมีจังหวะมากขึ้นได้ ผมอาจจะยังวิ่งหาบางอย่างอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แต่ผมอาจจะเหนื่อยน้อยลง และเสียใจน้อยลงด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณล่ะ ยังวิ่งหาอะไรกันอยู่หรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-3333091485452277729?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/3333091485452277729/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=3333091485452277729' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3333091485452277729'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/3333091485452277729'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/blog-post_974.html' title='วิ่งหาก็หนีหาย'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5307370445854334945</id><published>2007-03-26T07:41:00.001+07:00</published><updated>2007-03-26T07:41:24.132+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bloomsbury Group'/><title type='text'>การเดินทางของผีเสื้อ</title><content type='html'>ช่วงที่ทักษิณยังเรืองอำนาจนั้น ผมได้อ่านบทความเรื่อง “วันแห่งประวัติศาสตร์การปกครองไทย” ที่คุณปรีชา เฉลิมวณิชย์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไทยเขียนสะท้อนเหตุการณ์ที่ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้มีความเห็นชอบนายวิสุทธิ์ มนตริวัต เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แทนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา   ถ้ายังไม่ได้อ่าน ลองหาโอกาสอ่านกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความนี้ขอมีเอี่ยวกับเหตุการณ์ที่ คุณ ปรีชา อ้างถึงนิดหน่อยครับ   โดยขอบอกเล่าเกี่ยวกับ Butterfly Effect ที่คุณปรีชาอ้างถึงไว้ในบทความดังกล่าว เพราะ เห็นว่าค่อนข้างน่าสนใจมากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณปรีชาพูดถึง Butterfly Effect ว่า เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นในทางการเมือง การปกครอง หรือการกระทำที่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หลักความยุติธรรม สิทธิมนุษย์ชนและองค์กร และสถาบันหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มักจะเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ อื่น ๆ เกิดขึ้นตามมาทุกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Butterfly Effect สะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน   เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ย่อมส่งผลกระทบให้เกิดเหตุการณ์อื่น ๆ ต่อไปเป็นลูกโซ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของ Butterfly Effect นี้ ต้องย้อนหลังไปถึงช่วงประมาณต้นทศวรรษ 1960 ขณะที่ Edward Lorenze ทำการทดลองเกี่ยวกับโมเดลการพยากรณ์อากาศ โดยศึกษารูปแบบของภูมิอากาศในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยการใส่ข้อมูลตัวเลขลงไปในคอมพิวเตอร์เพื่อให้คำนวณและแสดงรูปแบบของสภาพอากาศ   เดิมที Edward Lorenze คิดว่า ข้อมูลที่ใส่ลงไปนั้น ถ้าใส่ตัวเลขหลังจุดทศนิยมสามตำแหน่งหรือสี่ตำแหน่งล้วนไม่มีนัยยะสำคัญ   วันหนึ่งเขาต้องการจะให้คอมพิวเตอร์คำนวณซ้ำ ๆ กันต่อเนื่องยาวนานขึ้น   เพื่อความสะดวก เขาจึงใส่เลขหลังจุดทศนิยมเพียงสามตำแหน่งเท่านั้น โมเดลสภาพอากาศกลับให้ผลแตกต่างชนิดตรงกันข้ามกับโมเดลก่อนหน้านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว เขาสรุปว่า ข้อสมมติฐานของเขาแต่เดิมที่ว่า ตัวเลขหลังจุดทศนิยมตำแหน่งที่สี่ไม่มีนัยยะสำคัญนั้นผิด   ซึ่งนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า องค์ประกอบเล็ก ๆ ของเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ที่ไม่ค่อยสำคัญนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ กันต่อเนื่อง อาจได้ผลตรงกันข้ามได้   และนำไปสู่ข้อสรุปที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ในสถานการณ์จริง ย่อมมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ระบบใด ๆ ไม่สามารถดำเนินได้ตามปกติได้   และปัจจัยเล็ก ๆ เหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเปรียบองค์ประกอบเล็ก ๆ เหล่านี้ว่า เสมือนการกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ในมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งในโลก อาจจะก่อให้เกิดพายุทอร์นาโดสร้างความเสียหายให้กับอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Butterfly Effect จึงทำให้การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเกินหกหรือเจ็ดวันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์จะลงทุนเพื่อสร้างอุปกรณ์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เพื่อคำนวณโดยคำนึงถึงปัจจัยแทบทุกอย่างที่เป็นไปได้   แต่ก็ยังไม่สามารถพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำ   จึงไม่แปลกที่เรามักจะบ่นว่า กรมอุตุนิยมวิทยา อยู่เรื่อย ๆ ว่าไม่เคยพยากรณ์อากาศถูกสักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Butterfly Effect นี้ เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีที่เรียกว่า Chaos หรือ ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือ ทฤษฎีโกลาหล&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;ถ้าเรายังพอผ่าน ๆ ตาบ้าง   สิบปีที่แล้ว อาจารย์ ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ได้เขียนหนังสือชื่อ “ทฤษฎีไร้ระเบียบ: ทางแพร่งของสังคมสยาม” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สังคมไทยโดยใช้ทฤษฎีไร้ระเบียบ   ซึ่งก็คือ Chaos Theory นี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่อาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ อธิบายคุณสมบัติของระบบที่ไร้ระเบียบ หรือ ระบบโกลาหล นี้ว่า จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง มีคุณสมบัติไม่เป็นเชิงเส้น หรือ Non-linear   ในระบบแบบไม่เป็นเชิงเส้นนี้ ผลลัพธ์ของระบบทั้งหมดจะไม่เท่ากับผลรวมของผลลัพธ์ในส่วนย่อย ๆ รวมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง ไม่ได้เกิดแบบสุ่ม   เหตุการณ์ในระบบไร้ระเบียบนี้จะเกิดภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอน   นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนเกิดอย่างสะเปะสะปะ (random) แต่จริง ๆ แล้วมีความเป็นระเบียบ (order) ในตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี อาจารย์สมเกียรติ เสนอว่า การแปล Chaos Theory ว่าเป็น “ทฤษฎีไร้ระเบียบ” ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนักเพราะ จริง ๆ แล้วระบบภายใต้ Chaos Theory มีระเบียบในตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาม ไวต่อสภาวะเริ่มต้น   นั่นคือ การเริ่มต้นที่แตกต่างกันเพียงนิดเดียวอาจจะทำให้ผลสุดท้ายแตกต่างกันมาก   กรณีนี้จะเห็นได้จาก Butterfly Effect ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ สุดท้าย ไม่สามารถทำนายผลล่วงหน้านาน ๆ ได้   ซึ่งสาเหตุเกิดจากความไวต่อสภาวะเริ่มต้น   ทำให้เราไม่รู้ว่า ระบบที่เรากำลังสนใจอยู่จะให้ผลอย่างไรในระยะยาว   เหมือนอย่างที่เราไม่สามารถทำนายสภาพอากาศล่วงหน้าหลาย ๆ วันได้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chaos Theory สามารถนำไปอธิบายเหตุการณ์ในหลากหลายสาขาวิชา ไม่เฉพาะแต่สาขาทางด้านวิทยาศาสตร์   แต่รัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ก็มีการนำไปอธิบายมานานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างงานทางด้านรัฐศาสตร์ก็คือ งานของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ที่กล่าวมาข้างต้น   และก่อนหน้านี้อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ก็พูดถึงเหตุการณ์การทุจริตคอรัปชั่นในกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ว่า ปัจจุบันเกิดภาวะ Chaos ทางอำนาจ หรือความโกลาหลทางอำนาจ มีความสับสนอลหม่าน มีตัวแปรมากมาย ไม่สามารถทำนายอนาคตได้ อยู่ห่างจากภาวะสมดุลอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้น ผมได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น   แต่ที่ค่อนข้างอ่านง่าย และ อยากจะแนะนำ คือ หนังสือเรื่อง Butterfly Economics ของ Paul Ormerod ซึ่งเขียนอธิบายระบบเศรษฐกิจโดยอาศัย Chaos Theory และทฤษฎีซับซ้อน (Complexity Theory)   โดยบอกว่า เศรษฐกิจและสังคมมิใช่เครื่องจักร   แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้   ดังนั้น พฤติกรรมของระบบเศรษฐกิจจึงไม่สามารถทำความเข้าใจได้เหมือนเครื่องจักรกลเครื่องหนึ่งซึ่งสามารถแยกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ แล้วทำความเข้าใจการทำงานของระบบย่อย ๆ    และเมื่อเอามาประกอบกันเข้าเป็นระบบใหญ่ ก็สามารถเรียนรู้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากระบบเศรษฐกิจเสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งมิใช่ร่างกายที่มีส่วนประกอบย่อย ๆ ของเซลล์แต่ละเซลล์เท่านั้น   แต่เซลล์มีการเติบโต เรียนรู้ และ ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด   ในระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยย่อยในระบบ, เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างหน่วยย่อย) และผลกระทบ ล้วนมีอยู่ตลอดเวลา   การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอาจจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผลกระทบย่อมใหญ่ขึ้นขยายตัวมากขึ้น   ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่แม้จะส่งผลกระทบใหญ่โตก็จริง แต่บางครั้งกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นในระยะยาว จะมีการเกิดซ้ำของพฤติกรรมต่าง ๆ บ่อยขึ้น   การปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยย่อยในระบบที่ไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าย่อมนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ (self-regulation) ของตัวเองขึ้นในระบบ   ซึ่งเราจะไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรเวลาไหน แต่เราสามารถบอกถึงขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้ Paul Ormerod ตั้งใจจะวิเคราะห์เศรษฐกิจและสังคมซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีความซับซ้อนในตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของ Butterfly Economics ซึ่งเป็นผลจาก Chaos Theory นี้ สามารถดูได้จากวิกฤตการณ์การเงินของประเทศไทยในปี 2540&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าปี 2540 ถ้าเรายังจำภาพลาง ๆ ได้ เราจะเห็นภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นทั่วประเทศเอเซีย ซึ่งมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว, มนุษย์ทองคำแทบจะเดินชนกันบนถนนธุรกิจใจกลางเมือง, ทุกวันเราเห็นแต่ข่าวเสือเศรษฐกิจ และไทยจะเป็นเสือตัวที่ห้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย   ผมยังหลงเข้าไปในกระแสวังวนแห่งความหวังนี้ด้วย   ผมนั่งฟังรายการพูดคุยเกี่ยวกับเศรษฐกิจทางวิทยุอยู่เป็นประจำ, นั่งฟังอาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และผู้เชี่ยวชาญมากมายวิเคราะห์เศรษฐกิจเกือบทุกวัน, หาหนังสือที่จะสร้างวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจมาพลิกอ่านอยู่อย่างต่อเนื่อง   และฝันว่าเมื่อเรียนจบไปจะได้เป็นมนุษย์ทองคำเหมือนรุ่นพี่ ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยประกาศลอยค่าเงินบาท   ความหวังทุกอย่างพังทลาย   ประเทศเปลี่ยนจากเสือตัวห้าเป็นแมวเชื่อง ๆ ตัวที่หนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลจากการประกาศลอยค่าเงินบาทของประเทศไทย กลับส่งผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้, เอเซียตะวันออก, รัสเซีย และประเทศละตินอเมริกาในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน   มีคนพยายามศึกษาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้มากมาย และพยายามหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใด  สาเหตุหนึ่งที่พอจะมองเห็น คือ ระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมีการเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นโลกาภิวัฒน์มากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเสมือนเป็นหน่วยย่อย ๆ ของระบบใหญ่ คือ โลก   ทุกหน่วยย่อยต่างมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็ก ๆ ที่หน่วยย่อยหน่วยเดียวก็สามารถทำให้หน่วยใหญ่โคลงเคลงได้   เปรียบเหมือนการกระพือปีกของผีเสื้อที่มุมเล็ก ๆ ของประเทศไทยกลับส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศลาตินอเมริกาที่อยู่คนละซีกโลกได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับระบบซับซ้อน หรือ Complexity Theory ที่ Paul Ormerod นำมาใช้อธิบายระบบเศรษฐกิจด้วยนั้น เป็นการศึกษาระบบที่ลึกซึ้งขึ้น ต่อเนื่องขึ้นจากการค้นพบ Chaos Theory และมีการตั้งชื่อระบบเหล่านั้นว่า ระบบซับซ้อน หรือ Complex system&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทอฟเลอร์ เจ้าของหนังสือชื่อดัง คลื่นลูกที่สาม เคยเขียนไว้ในบทนำของหนึ่งในหนังสือที่ถือว่าช่วยกระตุ้นให้เกิดการศึกษาทฤษฎีซับซ้อนอย่างเป็นจริงเป็นจัง คือ หนังสือ Order Out of Chaos: Man’s New Dialogue with Nature ซึ่งเขียนโดย Prigogine และ Stengers ว่า แนวคิดในการศึกษาธรรมชาติแบบจำแนกแจกแจง หรือ Reductionism ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับการเติบโตของแนวคิดตะวันตกสมัยใหม่ เป็นการทำความเข้าใจเรื่องใด ๆ หรือ ระบบใด ๆ โดยการตัดเป็นชิ้นส่วนให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้   อย่างไรก็ตาม ทอฟเลอร์บอกว่า พวกเราตัดระบบเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่เราลืมที่จะประกอบมันเข้าไปใหม่   เราเข้าใจแต่ว่า เมื่อมันแยกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้แล้ว และเมื่อนำชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้มาประกอบกันย่อมกลายเป็นชิ้นเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง   แต่เรามองข้ามความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างชิ้นส่วนเล็ก ๆ เหล่านั้นและมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดแบบจำแนกแจกแจงนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของวิทยาศาสตร์ยุคดั้งเดิมซึ่งมีมุมมองแบบ Mechanistic หรือ Newtonianism ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยมองทุกอย่างเป็นเสมือนเครื่องจักรกล   มองทุกอย่างเป็นระบบปิด แยกสิ่งที่ศึกษาออกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวมัน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีความแน่นอน, ง่าย และ มีรูปแบบชัดเจน   ซึ่งแนวคิดแบบนี้ ทำให้ไม่สามารถอธิบายความเป็นไปหลาย ๆ อย่างในธรรมชาติได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ทอฟเลอร์บอกว่า ระบบที่แท้จริงเป็นระบบเปิดที่ผสานอยู่ในสังคม ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างซับซ้อนเป็นเครือข่าย มิได้อยู่แบบโดดเดี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Prigogine ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลซึ่งได้ทุ่มเทศึกษาในเรื่อง Dissipative structures ซึ่งเป็นสภาวะที่ห่างไกลจากภาวะสมดุลซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพจากภาวะที่ไม่มีระเบียบกลายเป็นภาวะที่มีระเบียบ   สภาวะเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อมรอบระบบนั้น   การศึกษาของ Prigogine เป็นที่มาของหนังสือ Order Out of Chaos: Man’s New Dialogue with Nature&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีซับซ้อนจึงเป็นการปฏิเสธแนวคิดแบบจำแนกแจกแจง และให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของหน่วยย่อยภายในระบบที่ถูกมองว่ามีความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีซับซ้อนปัจจุบันถูกนำไปอธิบายในหลาย ๆ ศาสตร์เช่นเดียวกับ Chaos Theory ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, จิตวิทยา, สังคมวิทยา และ เศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางเศรษฐศาสตร์ มีการอธิบายระบบเศรษฐกิจในมิติแบบซับซ้อนมานานแล้ว   โดย Thorstein Veblen อธิบายระบบเศรษฐกิจว่าเป็นระบบซับซ้อนโดยเสนอว่า ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจมี “ความรู้ (Knowledge)” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง   โดยจะมีการสะสมความรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทำให้ในระบบมีการปรับตัวและจัดระเบียบองค์กรตัวเองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Joseph Schumpeter แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลง จากภายในอยู่ตลอดเวลา   การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมีนวัตกรรมเป็นศูนย์กลาง มีการทำลายของเก่าและสร้างสิ่งใหม่   Schumpeter เรียกการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจากภายในของระบบเศรษฐกิจว่า creative destruction&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Friedrich Hayek นำเสนอทฤษฎี spontaneous order ว่า กฎ หรือ rule จะกำหนดกรอบเพียงกว้าง ๆ แต่ในรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในและปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยย่อยในระบบ   การเรียนรู้จากประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มีอยู่จะช่วยในการปรับตัวภายในระบบนั้น ๆ   ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของระบบซับซ้อนซึ่งมีการจัดระเบียบภายในองค์กรตัวเอง (self-organizing) ที่ว่ามีการผุดปรากฏ (emergence) เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของหน่วยย่อยภายในองค์กรภายใต้กฎของระบบ   การผุดปรากฏของ Hayek เรียกว่า Spontaneous Order หรือเกิดระเบียบขึ้นในระบบนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มือที่มองไม่เห็น” ของ อดัม สมิท (Adam Smith) ซึ่งอธิบายว่า ในระบบตลาดเสรี การเปลี่ยนแปลงของตลาดเกิดจากการกระทำร่วมกันของหน่วยย่อยในตลาด โดยมิได้มีการออกแบบไว้ล่วงหน้า   มือที่มองไม่เห็นนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการจัดระเบียบภายในองค์กรตัวเองของระบบซับซ้อนก็ว่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chaos Theory และ Complexity Theory ยังไม่ได้นำมาใช้ในการอธิบายโมเดลการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจหรือระบบอื่นใดในประเทศไทยมากนัก   เราจึงอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทยโดยตรง   ในขณะที่ในวงวิชาการโลก การศึกษาระบบต่าง ๆ ในมุมมองแบบซับซ้อนมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีงานวิจัยปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;บางที การนำมุมมองแบบซับซ้อนมาใช้ในการศึกษาประเทศไทยอาจจะทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไปหรือบังตาเราอยู่ตลอดเวลา   การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่น, ราคาน้ำมันแพง, และ ฯลฯ อาจจะทำได้ตรงจุดมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อนั้น ผีเสื้อจะไม่ต้องเดินทางจากประเทศไทยไปสร้างความเดือดร้อนให้อีกมุมโลกหนึ่ง   เช่นเดียวกับที่เราจะไล่จับผีเสื้อที่บินมาจากที่อื่นก่อนที่จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่สร้างความเสียหายให้กับเรา&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านเพิ่มเติม:&lt;br /&gt;1. ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ (2537) ทฤษฎีไร้ระเบียบ: ทางแพร่งของสังคมสยาม. กรุงเทพมหานคร: คบไฟ&lt;br /&gt;2. ปรีชา เฉลิมวณิชย์ (2548), วันแห่งประวัติศาสตร์การปกครองไทย, ผู้จัดการ Online, วันที่ 22 พฤษภาคม 2548, &lt;a href="http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000067929"&gt;http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000067929&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;3. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2546), ธรรมชาติของสรรพสิ่ง: มุมมองจากระบบซับซ้อน, โครงการ “ธรรมชาติของสรรพสิ่ง”, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), &lt;a href="http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/complexity.pdf"&gt;http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/complexity.pdf&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;4. “ธีรยุทธ ตอก! แม้ว ต้นทุนซื่อสัตย์ต่ำ อยู่ไม่ครบ 2 สมัย,” ผู้จัดการออนไลน์, วันที่ 31 พฤษภาคม 2548&lt;br /&gt;5. Cohen, J. and Stewart, I. (1994). The Collapse of Chaos: Discovering Simplicity in a Complex World. London: Viking.&lt;br /&gt;6. Gleick, J. (1998), Chaos: Making A New Science, London: Vintage.&lt;br /&gt;7. Holland, J. H. (1995), Hidden Order: How Adaptation Builds Complexity. New York: Helix Books.&lt;br /&gt;8. Kauffman, S. (1993), The Origins of Order: Self-Organization and Selection in Evolution. New York: Oxford University Press.&lt;br /&gt;9. Kauffman, S. (1996), At Home in the Universe, London: Penguin Books.&lt;br /&gt;10. Lorenz, E. N. (1963), “Deterministic Nonperiodic Flow”, Journal of the Atmospheric Sciences, Vol. 20, pp. 130 – 141.&lt;br /&gt;11. Lorenz, E. N. (1972), Predictability: Does the Flap of a Butterfly’s Wings in Brazil Set off a Tornado in Texas?, presented in a session devoted to the Global Atmospheric Research Program, at the 139th meeting of the American Association for the Advancement of Science, in Washington, D.C., on December 29, 1972, presented in its original form as an appendix in  Lorenz, E. N. (1993), The Essence of Chaos, Seattle: University of Washington Press.&lt;br /&gt;12. Lorenz, E. N. (1993), The Essence of Chaos, Seattle: University of Washington Press.&lt;br /&gt;13. Ormerod, P. (1998), Butterfly Economics, London: Faber and Faber.&lt;br /&gt;14. Prigogine, I. And Stengers, I. (1984), Order Out of Chaos: Man’s New Dialogue with Nature, Colorado: New Science Library.&lt;br /&gt;15. Waldrop, M. M. (1992), Complexity: The Emerging Science at the Edge of Order and Chaos, New York: A Touchstone Book.&lt;br /&gt;16. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2546), ทฤษฎีความโกลาหล, &lt;a href="http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf"&gt;http://www.info.tdri.or.th/reports/unpublished/chaos-theory.pdf&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5307370445854334945?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5307370445854334945/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5307370445854334945' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5307370445854334945'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5307370445854334945'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/blog-post_26.html' title='การเดินทางของผีเสื้อ'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-2907793397504579215</id><published>2007-03-22T08:18:00.000+07:00</published><updated>2008-08-28T06:30:03.973+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><title type='text'>ทางไปคาร์เนกี้ฮอลล์</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;วันนึงผมเดินหลงทางในนิวยอร์ค ก็เลยไปถามคนที่เดินผ่านมาว่า “เฮ้ ผมจะไปคาร์เนกี้ฮอลล์ได้อย่างไร” เค้าก็ตอบผมมาว่า "คุณก็ต้องซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม"&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หลาย ๆ คนคงพอจำ&lt;a href="http://www.adintrend.com/show_movie.php?id=859&amp;ct=p56"&gt;โฆษณาชิ้นหนึ่งของเหล้าแสงโสม&lt;/a&gt;ได้ที่มีคุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรรุ่นใหม่ระดับโลกชาวไทยที่มีประโยคทองว่า จะไปคาร์เนกี้ฮอลล์ ก็ต้องซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบัณฑิต อึ้งรังษี เป็นคนหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเป็นวาทยกรหรือคอนดักเตอร์รุ่นใหม่ที่สำคัญคนหนึ่งของโลกที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยได้ตะเวนกำกับวงออร์เคสตร้ามาทั่วโลกมากกว่า 400 คอนเสิร์ต และได้รับรางวัลการแข่งขันวาทยกรระดับนานาชาติหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, ฮังการี และที่สำคัญที่สุดคือที่คาร์เนกี้ฮอลล์ (Carnegie Hall) ในการแข่งขัน Maazel-Vilar International Conducting Competition ซึ่งถือเป็นการแข่งขันวาทยกรที่สำคัญที่สุดในโลก ในการแข่งขันครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 362 คนทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังการแข่งขันที่คาร์เนกี้ฮอลล์ เขาได้รับเชิญไปกำกับวงออร์เคสตร้าสำคัญ ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น New York Philharmonic Orchestra, Los Angeles Philharmonic Orchestra รวมถึงอีกหลาย ๆ วงในสเปน, ตุรกี, เกาหลี, ออสเตรีย, รัสเซีย, อิตาลี, ออสเตรลีย, ฮังการี, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สาธารณรัฐเชค, ไทย, โปรตุเกส และทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังคณะนักร้องประสานเสียงชื่อดังของโลกอย่าง Mormon Tabernacle Choir&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgHYlQh5RRI/AAAAAAAAAAU/GLMGwPmGmHg/s1600-h/Lives+and+Love,+Bookworm+-+22-3-07.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5044551192235558162" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgHYlQh5RRI/AAAAAAAAAAU/GLMGwPmGmHg/s320/Lives+and+Love,+Bookworm+-+22-3-07.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;บัณฑิตเคยทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำของโลกมากมาย และได้รับการกล่าวขวัญถึงในหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนชั้นนำทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอยากอ่าน&lt;a href="http://www.bunditmusic.com/biography_thai.html"&gt;ประวัติ&lt;/a&gt;และเคล็ดลับความสำเร็จของคุณบัณฑิต ผมขอแนะนำให้ไปอ่านหนังสือ “&lt;a href="http://www.bunditmusic.com/contact_us.html"&gt;ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้&lt;/a&gt;” ซึ่งคุณบัณฑิตเขียนเอง (บัณฑิต อึ้งรังษี, ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้, กรุงเทพฯ: มติชน, 2549.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วหนังสือ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เป็นหนังสือเคล็ดลับความสำเร็จในลักษณะเดียวกับหนังสือฮาว - ทูที่เป็นที่นิยมมากในท้องตลาดหนังสือไทยในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งปกติผมแทบไม่เคยอ่านหนังสือฮาว - ทูเลยเพราะผมไม่นิยมการอ่านหนังสือที่บอกเคล็ดลับและขั้นตอนการไปสู่ความสำเร็จเป็นขั้น ๆ แต่ชอบการอ่านหนังสือประวัติชีวิตแบบเชิงบรรยายมากกว่า เพราะมันมีบริบทที่หนังสือฮาว – ทูมักมองข้ามไป จึงอาจจะกล่าวได้ว่า “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” เป็นหนังสือฮาว – ทูเล่มแรก ๆ ในชีวิตที่ผมอ่าน โดยเฉพาะผมชอบชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า “Conduct Your Dreams”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ ผมพบคุณสมบัติสองประการที่สำคัญของคุณบัณฑิตที่ผมอยากจะเลียนแบบและคิดว่าเลียนแบบได้ง่ายที่สุด คือ เขาเป็นคนมีความฝัน และเขาเป็นนักอ่านตัวยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบัณฑิตแนะนำว่า “มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิดเท่านั้น” หรือ “As a Man Thinks, He is” กล่าวคือ มนุษย์ต้องมีความฝัน แต่ความฝันอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องทำให้ฝันเป็นจริงด้วย เขาบอกว่า เราไม่ควรดูถูกตัวเองด้วยการมองว่าเราทำไม่ได้ หรือตั้งความฝันไว้ต่ำ ๆ แต่เราต้องคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก เพียงแต่ว่าเราจะต้องวางแผนเพื่อให้บรรลุซึ่งความฝันด้วย ซึ่งคุณบัณฑิตแนะนำว่าการไปถึงซึ่งความฝันนั้น เราจะต้องรู้จัก Divide and Conquer คือเราจะต้องค่อย ๆ บรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ ทีละนิด ๆ เราถึงจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาได้ เป้าหมายหรือความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อวางแผนแบ่งย่อยเป็นงานเล็ก ๆ ที่สามารถทำให้สำเร็จได้ทุกวันก็จะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นทุกวันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ความฝันที่ตั้งใว้จะต้องตั้งไว้ให้ชัดเจนแล้วเขียนมันออกมา บรูซ ลี ตั้งเป้าว่าภายในปี 1980 จะต้องเป็นดาราเอเชียที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาและมีเงิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งเขาก็สามารถไปถึงฝั่งฝันได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ จิม แครี่ อดีตตลกตกอับเขียนเช็คให้ตัวเอง 10 ล้านเหรียญและลงวันที่ไปขึ้นเงินในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งห้าปีต่อมา (ในปี 1995) เขามีค่าตัวสูงถึง 20 ล้านเหรียญซึ่งมากกว่าเช็คที่เขาเขียนให้ตัวเอง จากความสำเร็จของ Ace Ventura: The Pet Detective, The Mask และ Dumb and Dumber&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบัณฑิตชี้ว่า มนุษย์มักจะคิดนำหน้าไปก่อน และเมื่อคิดอย่างไรก็จะเป็นไปอย่างนั้น ถ้ามองว่าตัวเองทำไม่ได้แน่นอน ความตั้งใจและแรงกระตุ้นก็จะต่ำ แต่เมื่อตั้งความฝันไว้ชัดเจนและวางแผนอย่างเป็นระบบก็จะทำให้เกิดเป็นแรงฉุดคอยผลักดันให้ไปถึงฝั่งฝันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเบื้องหลังและเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จอย่างหนึ่งของคุณบัณฑิตก็คือ เขาเป็นหนอนหนังสือ เขาเล่าว่าเขาชอบอ่านหนังสือ 4 ประเภท คือ หนังสือทางด้านดนตรีและวาทยกรซึ่งเกี่ยวกับงานโดยตรง, หนังสือปรัชญาแห่งความสำเร็จ, ประวัติชีวิตบุคคลสำคัญ และวรรณกรรมและบทละคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามประเภทแรกเป็นหนังสือที่ช่วยในการพัฒนาความรู้และพัฒนาตัวเอง แต่หนังสือประเภทที่สี่ทำให้เกิดสุนทรียะและทำให้เข้าใจการทำงานได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะวรรณกรรมและบทละครล้วนเกี่ยวข้องการบรรลุซึ่งจิตใจภายในของคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอ่านทำให้คุณบัณฑิตมีพื้นฐานทางความคิดและข้อมูลที่เหนือกว่าคนอื่นในสายงานเดียวกัน โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารหมุนเวียนและส่งผ่านกันอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นและเท่าเทียมกันมากขึ้นจึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะขยันอ่านมากกว่ากันและเลือกข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมได้ดีกว่ากัน ที่สำคัญ การอ่านก็เหมือนกับการเรียนรู้ประสบการณ์ของคนอื่นทางลัดและทำให้เราไม่ต้องมาลองผิดลองถูกกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราจะได้เจอแต่เป็นประสบการณ์ที่คนอื่นเคยผ่านมาแล้ว เราก็สามารถทุ่มเทให้กับประสบการณ์ใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อนแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอ่านประวัติของคุณบัณฑิตอย่างละเอียดจริง ๆ จะพบว่า การไปสู่ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาจากโชคเลย เขาทำงานอย่างหนักหน่วง ทำการบ้านมาอย่างดี ทุก ๆ ครั้งที่เขาต้องแข่งขันหรือต้องแสดงเขาจะต้องวางแผนมาอย่างรอบคอบและศึกษาข้อมูลเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ทาง และซ้อมให้มากครั้งเท่าที่จะมากได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางสู่คาร์เนกี้ฮอลล์ของหลาย ๆ คนจะสั้น, แคบ, ยาว, กว้าง หรือลัดมากน้อยเพียงไร ก็ขึ้นกับว่าปัจจัยพื้นฐานประกอบกับการวางแผนอย่างรอบคอบและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนมีมากน้อยเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผมตั้งความฝันไว้แล้วโดยเป็นฝันที่ยิ่งใหญ่และผมก็พยายามจะทำให้พื้นฐานผมดีมากพอที่จะรองรับความฝันนั้น แต่การบรรลุซึ่งความฝันนั้น ผมก็กำลังค่อย ๆ คลำทางไปสู่คาร์เนกี้ฮอลล์ มันอาจจะลัดบ้าง, สั้นบ้าง, ยาวบ้าง และบางครั้งก็แวะนั่งร้านกาแฟข้างทาง, หลบมุมคุยกับเพื่อนบ้าง และนั่งหลบแดดจ้าบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยลืมความฝันเหล่านั้นเลยแม้วินาทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-2907793397504579215?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/2907793397504579215/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=2907793397504579215' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/2907793397504579215'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/2907793397504579215'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/blog-post_22.html' title='ทางไปคาร์เนกี้ฮอลล์'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_zGpaJ0t8308/RgHYlQh5RRI/AAAAAAAAAAU/GLMGwPmGmHg/s72-c/Lives+and+Love,+Bookworm+-+22-3-07.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-5745364182669274745</id><published>2007-03-19T08:02:00.000+07:00</published><updated>2007-03-19T08:02:07.785+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Lives and Love'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><title type='text'>ข้างหลังภาพ</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ผมใช้เวลาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั่งอ่าน “ข้างหลังภาพ” ของ “ศรีบูรพา” หลังจากที่เคยดูเรื่องนี้ในรูปแบบภาพยนตร์เมื่อ 5 หรือ 6 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้างหลังภาพ” เป็นเรื่องราวความรักต่างวัยของ “นพพร” นักศึกษาวัย 22 ปีซึ่งเดินทางไปศึกษาวิชาการทางด้านธนาคารที่ประเทศญี่ปุ่นกับ “หม่อมราชวงศ์กีรติ” ภรรยาสาววัย 35 ปีของเจ้าคุณอธิการบดีที่มีอายุมากถึง 50 ปีซึ่งมองว่าตัวเองอาภัพไม่เคยมีความรักแม้จะเกิดมารูปร่างหน้าตาสวยงามเกินใครก็ตาม ขณะเดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 10 สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่นพพรได้มีโอกาสเข้ามาดูแลการเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่นให้กับเจ้าคุณอธิการบดีและคุณหญิง ทำให้นพพรได้ใกล้ชิดคุณหญิงจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดเป็นความรัก ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นความรักครั้งแรกของทั้งนพพรและคุณหญิงก็ว่าได้ ความใกล้ชิดและการพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกันของทั้งคู่ แม้นพพรจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าหลงรักอย่างบ้าคลั่งต่อคุณหญิง แต่คุณหญิงก็ทำได้แต่เพียงการสื่อความนัยผ่านคำพูดและการแสดงออกบางอย่าง ซึ่งด้วยขนบและศักดิ์ศรีของการเป็นลูกเจ้า รวมถึงฐานะภรรยาของเจ้าคุณอธิการบดีที่ทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่นพพรเองก็ไม่สามารถตีความหมายโดยนัยนี้ออกมาได้ ได้แต่พร่ำบ่นและขยั้นขยอให้คุณหญิงเอ่ยคำว่ารักออกมา ซึ่งคุณหญิงก็ไม่เคยเอ่ยออกมาจนกระทั่งบั้นปลายชีวิตของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเจ้าคุณอธิการบดีและคุณหญิงเดินทางกลับเมืองไทย นพพรซึ่งยังเฮิร์ทจากความรักที่มีอย่างล้นเหลือต่อคุณหญิงก็พร่ำพรรณาผ่านจดหมายหลายฉบับที่มีถึงคุณหญิง ซึ่งคุณหญิงเองก็ตอบกลับบ้างตามสมควรและสื่อความหมายหลาย ๆ อย่างผ่านตัวอักษรในจดหมาย ซึ่งนพพรก็ยังคงเป็นนพพรที่ไม่เข้าใจความหมายโดยนัยและทำได้แต่เพียงการเพียรพยายามให้คุณหญิงเขียนคำว่ารักผ่านจดหมายมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ระยะเวลาถึง 5 ปีที่ห่างกันไป ทำให้นพพรคลายความรู้สึกเร่าร้อนของความรักลงไปเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆ ก่อนที่ความรู้สึกที่มีต่อคุณหญิงจะไม่ต่างอะไรไปกับมิตรภาพที่มีให้กัน ในขณะที่คุณหญิงยังคงภักดีต่อความรักครั้งนั้นโดยไม่ลืมเลือน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่นพพรได้สารภาพรักต่อคุณหญิงที่มิตาเกะ ท่ามกลางโขดหินผาริมลำธารที่ไหลเอื่อยริมเชิงเขามิตาเกะ ซึ่งภายหลังคุณหญิงสะท้อนออกมาเป็นภาพวาดสีน้ำที่เธอมอบให้แก่นพพรในโอกาสที่เขาแต่งงานกับคู่หมั้นที่พ่อของเขาจัดหาให้ แม้ภายหลังเจ้าคุณอธิการบดีจะเสียชีวิตลงและหลังจากกลับจากประเทศญี่ปุ่นมาอยู่ประเทศไทยอย่างถาวรของนพพรแล้ว แต่ความพลุ่งพล่านในจิตใจของนพพรกลับไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนเมื่อครั้งที่พบกันครั้งแรกอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หม่อมราชวงศ์กีรติล้มป่วยหนักภายหลังทราบข่าวการตัดสินใจแต่งงานของนพพร ก่อนที่นพพรจะทราบความในใจของคุณหญิงในวันที่เขาไปเยี่ยมคุณหญิงและรับของขวัญแต่งงานจากเธอ ซึ่งคือ ภาพวาดสีน้ำที่มิตาเกะ ซึ่งคุณหญิงบอกว่าเป็นที่ที่ “ความรักของเราเกิดขึ้นที่นั่น” ก่อนที่จะตอกย้ำนพพรว่า “ความรักของเธอเกิดที่นั่น และก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งยังรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ” &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;(ศรีบูรพา, ข้างหลังภาพ พิมพ์ครั้งที่ 38, กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า 2545, 2547. หน้า 157)&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ก่อนสิ้นใจคุณหญิงเขียนลงกระดาษเพื่อพูดกับนพพรในสภาพที่เธอไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะพูดว่า “ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก” &lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;(ศรีบูรพา, ข้างหลังภาพ พิมพ์ครั้งที่ 38, กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า 2545, 2547. หน้า 158)&lt;/span&gt;&lt;/em&gt; ซึ่งเป็นประโยคทองที่ติดตราตรึงใจคนดูภาพยนตร์และอ่านหนังสือเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีข้อสรุป 2 ข้อจากเรื่องนี้ คือ หนึ่ง นพพรเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างซื่อบื้อในเรื่องความรักพอสมควร เขาไม่สามารถตีความนัยใด ๆ ได้เลยแม้กระทั่งยามที่หญิงคนที่เขาเคยรักอย่างสุดหัวใจกำลังจะตาย และเธอต้องมาเฉลยให้เขารู้เอง สอง หม่อมราชวงศ์กีรติเป็นคนน่าสงสารมากที่เกิดในยุคนั้น ยุคที่เรื่องศักดินาและขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดยังคงบีบรัดรูปแบบการดำรงชีวิตอยู่ ถ้าคุณหญิงเกิดในยุคนี้ เธออาจจะอาศัยเอ็มบอกรักนพพรอย่างง่าย ๆ เพียงคลิกสัญลักษณ์รูปหัวใจและส่งไปเท่านั้น และนพพรอาจจะเข้าใจง่าย ๆ โดยไม่ต้องตีความให้เมื่อยหัวสมอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิจารณ์วรรณกรรมหลายคนมองว่า ปัญหาความรักระหว่างหม่อมราชวงศ์กีรติกับนพพรเป็นปัญหาช่องว่างระหว่างวัย, ทัศนคติ, อุดมการณ์ และชนชั้น แต่อ. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ มองว่า “เป็นปัญหาของการตีความ โดยเฉพาะการตีความคำพูดที่ต่างกันของคนทั้งสอง โดยนพพรมีแนวโน้มจะตีความคำพูดหรือพฤติกรรมของ ม.ร.ว.กีรติ ตามความหมายตรงตัว (literal meaning) ในขณะที่ ม.ร.ว.กีรติ นั้นจะสื่อความรู้สึกในใจโดยอิงอยู่กับความหมายเชิงโวหาร (rhetorical meaning) โศกนาฏกรรมของ ม.ร.ว.กีรติ จึงมิได้อยู่ที่ไม่มีคนรักเธอ แต่อยู่ที่คนที่เธอรักมุ่งตีความตามตัวอักษร และไม่สามารถจะตีความตามนัยของโวหารที่เธอใช้ได้ ดังจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่นพพรรบเร้าถามเธอว่ารักเขาหรือไม่ ม.ร.ว.กีรติ จะตอบโดยใช้โวหารการพูดอ้อม (periphrasis) เป็นส่วนใหญ่” &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;(ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง, กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ 2548, หน้า 92) &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ อ.ชูศักดิ์ ยังมองว่าพฤติกรรมความรักของ ม.ร.ว.กีรติ ที่มีกับนพพรนั้นคล้ายกับแบบฉบับวรรณกรรมโรมานซ์ในยุคกลางของโลกตะวันตกที่เรียกว่า courtly love romance ซึ่งเป็นรักต้องห้ามระหว่างหญิงสูงศักดิ์ที่มีครอบครัวแล้วกับชายหนุ่มที่บูชาความรักยิ่งชีพ โดย อ.ชูศักดิ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า “ความตายของ ม.ร.ว.กีรติจึงเป็นความตายของวรรณกรรมความรักที่ตกไปอยู่ในมือของนักอ่านอ่อนหัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ภาพวาด ‘ริมลำธาร’ และ ‘อมตะ/เพชฌฆาตวาจา’ ของ ม.ร.ว.กีรติ ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงนพพรจาก ‘นักอ่านสมัครเล่น’ ไปเป็น ‘นักอ่านอาชีพ’ เพราะภายหลังการตายของ ม.ร.ว.กีรติ นพพรได้ตระหนักว่าข้างหลังภาพมิได้เป็นเพียงกระดาษและฝาผนัง แต่มีชีวิตอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ถ้านพพรต้องการจะเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม นพพรจะต้องมองให้ลึกลงไปอีกได้ด้วยว่า ชีวิตหลังภาพนั้นมิได้ก่อรูปขึ้นจากเลือดและเนื้อ แต่ประกอบสร้างขึ้นด้วยโวหารทางภาษาและขนบทางวรรณกรรมล้วน ๆ” &lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;(ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง, กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ 2548, หน้า 95 – 96)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าผมเป็นนพพร ผมจะซื่อบื้อเหมือนเขาหรือเปล่า ผมจะคร่ำครวญให้คุณหญิงกล่าวคำว่ารักกับผมหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ ผมไม่เคยมองว่าการเอ่ยคำว่า “รัก” มีความสำคัญมากกว่าพฤติกรรรมที่แสดงออกมาซึ่งสามารถตีความโดยนัยได้ ผมอาจจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยและตีความทุกพฤติกรรมที่คนอื่นมีต่อผม ซึ่งทำให้ผมพอจะประเมินความรู้สึกของคนคนนั้นได้ แม้ผมอาจจะตีความผิดไปก็ได้ ที่สำคัญ ผมเจ้าเล่ห์เพียงพอที่จะตีความเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยผ่านช่วงเวลาอย่างที่นพพรบ้าคลั่งคุณหญิงแบบคิดถึงและมองเห็นเป็นคุณหญิงทุกลมหายใจเข้าออก และในห้วงเวลาหนึ่งเคยคิดถึงขั้นยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่แรงกดดันทางด้านสังคมและขนบประเพณีอีกมากมายก็ทำให้เพียงแต่คิด แต่ผมโชคดีที่ผมตีความหมายโดยนัยออกและผมไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับนพพรที่ไปรักคุณหญิงที่มีเจ้าของแล้ว แม้มันจะเป็นเพียงห้วงความสุขเล็ก ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตก็ตามทีแต่ผมก็ไม่สามารถลืมเลือนไปเหมือนที่ความรักของนพพรสามารถตายไปที่มิตาเกะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนเคยพูดทำนองว่า ผู้ชายอาจจะพูดคำว่ารักได้ง่าย ๆ โดยที่อาจจะไม่ได้มีความรู้สึกรักที่แท้จริง แต่พูดเพื่อต้องการประโยชน์บางอย่าง ในขณะที่คำว่ารักจะออกมาจากปากผู้หญิงได้ก็ต่อเมื่อเธอคิดคร่ำครวญอย่างดีแล้วว่ามันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงและมันถึงเวลาแล้ว คำว่ารักของผู้หญิงจึงไม่ใช่คำพร่ำเพรื่อที่สักแต่ว่าพูดออกมา มันเหมือนที่เขาบอกว่า ผู้หญิงจะยอมมีอะไรกับใครก็เพราะรัก แต่ผู้ชายมีแต่ความใคร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจจะเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรงพอสมควร ซึ่งผมในฐานะผู้ชายก็ไม่ยอมรับมันอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่จะเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในโลกยุคเอ็ม, iPod และ iPhone ผมคิดว่าเรายังสามารถหาคนอย่างนพพรและ ม.ร.ว.กีรติ ได้อยู่บ้างประปราย ผมว่ามันโรแมนติกดีกับการตีความหมายโดยนัย แม้บางครั้งหัวใจจะเรียกร้องอยากได้ยินคำตอบตรง ๆ ให้เร็วที่สุดก็ตาม ที่สำคัญผู้หญิงเป็นอะไรที่เข้าใจยากเหลือเกิน การตีความหมายจึงอาจจะต้องคิดซับคิดซ้อนหลายชั้น และอาจจะนำไปสู่การตีความผิดก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;นพพรเข้าใจว่าข้างหลังภาพนั้นมิได้มีแค่กระดาษแข็งแผ่นหนึ่งและต่อไปคือผนัง แต่ข้างหลังภาพนั้นมีชีวิต และเป็นชีวิตที่ตรึงตราอยู่บนดวงใจของนพพรตลอดไปก็ต่อเมื่อมันสายไปแล้ว ผมหวังว่าจะไม่เป็นแบบนพพรที่ไม่สามารถตีความหมายโดยนัยอะไรได้ และไม่อยากเป็นแบบ ม.ร.ว.กีรติ ที่ต้องตายโดยปราศจากคนที่รักผม และถ้ามีโอกาสที่มิตาเกะเกิดขึ้นผมก็จะไม่ปล่อยให้ความหมายโดยนัยใด ๆ ผ่านหูผ่านตาไปเหมือนนพพรเป็นแน่&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2069067771910248887-5745364182669274745?l=lepidopterans.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://lepidopterans.blogspot.com/feeds/5745364182669274745/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2069067771910248887&amp;postID=5745364182669274745' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5745364182669274745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2069067771910248887/posts/default/5745364182669274745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://lepidopterans.blogspot.com/2007/03/blog-post_19.html' title='ข้างหลังภาพ'/><author><name>ikke</name><uri>http://www.blogger.com/profile/13023960570031896861</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2069067771910248887.post-3920659226452441910</id><published>2007-03-19T07:42:00.000+07:00</published><updated>2007-03-19T07:42:44.806+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookworm'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bloomsbury Group'/><title type='text'>Clinical Economics</title><content type='html'>&lt;div align="justify"&gt;ต้นปี 1985 ในงานสัมมนาเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศโบลิเวีย ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งจัดโดยนักศึกษาชาวอเมริกาใต้กลุ่มหนึ่ง ระหว่างการพูดคุยอย่างออกรสถึงหนทางการแก้ปัญหาอยู่นั้น ซาคส์ หนึ่งในศาสตราจารย์ที่หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ลุกขึ้นจากเก้าอี้ผู้ฟัง เดินรี่ไปยังกระดานดำหน้าเวที ก่อนจะเล็กเชอร์ผู้ฟังทั้งห้องประชุมว่า ทำไมสาเหตุของวิกฤติจึงเกิดขึ้น ระบบเศรษฐกิจทำงานอย่างไรบ้าง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Carlos Iturralde นักธุรกิจชาวโบลิเวีย ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของโบลีเวีย พูดขึ้นจากด้านหลังห้องประชุมในเชิงท้าทาย ซาคส์ ว่า ถ้าเขาเก่งจริง ทำไมไม่ไปที่ ลา ปาซ (เมืองหลวงของประเทศโบลิเวีย) เพื่อช่วยชาวโบลิเวียล่ะ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เจ็ดอาทิตย์ถัดมา ในวันที่ 9 กรกฎาคม 1985 นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มชาวอเมริกันวัยสามสิบปี ชื่อ เจ็ฟฟรี่ ซาคส์ (Jeffrey Sachs) เดินลงจากเครื่องบินที่สนามบิน กรุงลา ปาซ ประเทศโบลิเวีย&lt;br /&gt;ณ ที่นี่ คือ ปฐมบทของการเดินทางที่ยาวไกลอีกกว่า 20 ปีในประเทศกำลังพัฒนากว่า 100 ประเทศทั่วโลก หรือคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์ทั้งหมดของ ซาคส์ รวมอยู่ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา ที่ชื่อว่า The End of Poverty: How we can make it happen in our life time&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบลิเวีย เป็นประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา หรือ อเมริกาใต้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โบลิเวียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร และเป็นประเทศปิด นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทีมฟุตบอลทีมชาติโบลิเวียได้เปรียบประเทศคู่แข่งเสมอเมื่อต้องต้อนรับการมาเยือนของทีมคู่แข่ง และทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะในบ้านได้บ่อยครั้ง ที่แม้แต่มหาอำนาจของวงการฟุตบอลโลก อย่าง ทีมชาติบราซิล ยังต้องคิดหนักเมื่อต้องมาเยือนโบลิเวีย&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;แต่ความสูงของพื้นที่ กลับไม่ร้ายแรงเท่า อัตราเงินเฟ้อที่ขึ้นไปถึง 3,000% เมื่อครั้งที่ ซาคส์ ก้าวเท้าเหยียบลงบนผืนแผ่นดิน กรุงลา ปาซ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เงินเฟ้อที่ขึ้นแบบติดจรวด ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ ราคาสินค้าพุ่งเร็วมากจนทำให้ผู้คนบนท้องถนนเร่งรุดแบกกระสอบเงินเปโซของโบลิเวียที่ลดค่าลงทุกวัน ๆ ไปแลกเอาเงินดอลล่าร์ไม่กี่เหรียญมาเก็บไว้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ซาคส์ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเงินเฟ้อและการเงินระหว่างประเทศ เสนอคำแนะนำแก่รัฐบาลโบลิเวีย สามปีถัดมา สถานการณ์เงินเฟ้อติดจรวดสิ้นสุดลง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ซาคส์ เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลโบลิเวียหลายปี ก่อนที่จะเดินทางไป โปแลนด์ และ รัสเซีย ที่นี่เขาต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งในการเปลี่ยนแปลงสองประเทศนี้จากคอมมิวนิสต์สุดขั้วไปสู่ทุนนิยมสุดโต่ง&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;และสุดท้าย กลุ่มประเทศอัฟริกาเป็นลูกค้ารายล่าสุดของ ซาคส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสบการณ์อันยาวนานในแวดวงประเทศกำลังพัฒนา โดยทำงานกับเหล่าผู้นำรัฐบาล, รัฐมนตรีคลัง และ รัฐมนตรีสาธารณสุข ซาคส์กลับสู่มาตุภูมิ และใช้ความรู้และประสบการณ์ที่เชี่ยวกรากบริหาร Earth Institute ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และโครงการยักษ์ใหญ่ Millennium Project ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นโครงการที่รวบรวม นักเศรษฐศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์, และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาในหลากหลายสาขา เพื่อที่จะแก้ปัญหาความยากจนและความหิวโหยของโลกให้ได้ภายในปี 2015 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการประชุมสุดยอด the U.N. Millennium Summit เมื่อ เดือนกันยายน ปี 2000 โดยมีแผนการที่จะเรียกร้องประเทศร่ำรวยให้เพิ่มการช่วยเหลือทางการเงินเป็นสองเท่าให้แก่ประเทศที่ยากจน&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งหนทางนี้ ซาคส์ ยืนยันว่า เป็นวิธีที่เป็นไปได้, ส่งผลอย่างแท้จริง และอยู่ในวิสัยที่ทำได้&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โดยล่าสุด ก็ได้ร่วมมือกับกลุ่มจูบิลี 2000 ซึ่งนำโดย บ็อบ เกลดอล์ฟ และ โบโน แห่งยูทู ที่มีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน คือ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วยกหนี้ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา จัดคอนเสิร์ต Live 8 ที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดคนดูทางโทรทัศน์ 2,000 ล้านคน กับเวทีคอนเสิร์ต 10 แห่งทั่วโลก ด้วยสโลแกน “ทำความยากจนให้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บทหนึ่ง (Make poverty history)”&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ซึ่ง ซาคส์ ประกาศว่า การหยุดปัญหาความยากจนเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำนิยมของ โบโน ในหนังสือเล่มนี้ที่กล่าวถึง การเดินทางไปกับซาคส์บนเครื่องบินเที่ยวหนึ่ง มีแอร์โฮสเตสสาวคนหนึ่งเข้ามาขอลายเซ็นต์ของเขา แต่เขากลับชี้ให้ไปขอลายเซ็นต์ ซาคส์ ดีกว่า เพราะ แม้เขาจะเป็นนักร้องร็อคสตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ลายเซ็นต์ของ ซาคส์ จะมีค่าเหลือคณานับ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โบโน กล่าวถึง การแก้ปัญหาความยากจนของ ซาคส์ ว่า เป็นเหมือนสมการทางคณิตศาสตร์ที่ยาก แต่สามารถแก้ได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โบโน ยกย่อง ซาคส์ ว่า เสียงของเขาดังกว่ากีตาร์ไฟฟ้าตัวไหน ๆ, หนักยิ่งว่าวงเฮพวี่ เมทัล วงใด ๆ&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;โบโน กล่าวถึง ซาคส์ ว่า มีจินตนาการที่ล้ำเลิศในการแก้ปัญหา แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งความจริงเบื้องหลัง ซาคส์ เชื่อว่า วิกฤตต่าง ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาสามารถหลีกเลี่ยงได้ และมีทางออกในการแก้ปัญหา&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ซาคส์ เริ่มต้นประโยคแรกแนะนำหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นหนังสือเกี่ยวกับการหยุดยั้งความยากจนในยุคสมัยของพวกเรา โดยมิได้เป็นคำทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่จะอธิบายว่า อะไรสามารถเกิดขึ้นได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ปัจจุบัน คนแปดล้านคนทั่วโลกตายในแต่ละปี เพราะสาเหตุคือ พวกเขายากจนเกินกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ซาคส์ ตั้งปณิธานว่า คนรุ่นเราจะต้องหยุดยั้งปัญหาความยากจนสุดขั้วให้ได้ภายในปี 2025&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐบาลทำเนียบขาวมุ่งแต่การกำจัดผู้ก่อการร้าย แต่กลับมองข้ามสาเหตุลึก ๆ ที่ทำให้โลกขาดซึ่งเสถียรภาพ ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ประเทศอเมริกาทุ่มงบประมาณ 450,000 ล้านเหรียญในปีนี้ให้กับกิจการทหาร แต่จ่ายเงินเพียงหนึ่งในสามสิบ หรือ 15,000 ล้านเหรียญให้แก่ประเทศที่ยากจน ซึ่งทำให้เสถียรภาพทางสังคมของประเทศเหล่านี้ยังคงสั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง และ ไม่แปลกที่ประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นสวรรค์ของเหล่าผู้ก่อการร้าย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เงิน 15,000 ล้านเหรียญ หรือ 15 เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติทุก ๆ 100 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ๆ โดยที่แนวโน้มการให้เงินช่วยเหลือของประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะพี่ใหญ่ของโลก กลับลดลงเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และที่สำคัญ เงินเหล่านี้น้อยกว่าที่พี่ใหญ่เคยประกาศให้คำสัญญาไว้ แต่กลับทำไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เจ็ดสิบห้าปีก่อน นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษและของโลก อย่าง จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เจ้าของทฤษฎีแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เขียนหนังสือ ชื่อ The Economic Possibilities for Our Grandchildren ซึ่งกล่าวถึงหนทางที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศอังกฤษ และ ประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในยุคสมัยของคนรุ่นหลานของเขา&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เคนส์ ให้ความสำคัญกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงประสิทธิภาพของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยเป็นความเติบโตในระดับที่เพียงพอที่จะหยุดยั้งปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีมาอย่างยาวนาน โดยทำให้ประชาชนมีกินอย่างเพียงพอ และ มีรายได้มากพอที่จะซื้อหาปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เคนส์มาถูกทางแล้ว เพราะทุกวันนี้ ไม่มีความยากจนอย่างเด่นชัดแล้วในกลุ่มประเทศร่ำรวย และกำลังจะหายไปในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ระหว่างปี 1990 – 2001 จีดีพีต่อหัวของประเทศเอเซียตะวันออกเพิ่มขึ้น 5.5% ต่อปี และ 3.2% ต่อปีในกลุ่มประเทศเอเซียใต้ ผลก็คือ ความยากจนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทั้งสองภูมิภาค ถึงแม้ว่าจะมีการตั้งคำถามว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาความยากจนจริงหรือ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตรรกะเดียวกันนี้ ซาคส์ เห็นว่า น่าจะสามารถนำมาใช้กับกลุ่มประเทศยากจนข้นแค้นได้เช่นกัน โดยเขาต้องการให้เกิดผลในรุ่นของเราเลย มิต้องรอให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;น่าเสียดายที่ว่า ระหว่างปี 1990 – 2002 ที่ผ่านมารายได้ต่อหัวของประชากรในทวีปอัฟริกากลับไม่เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่จำนวนประชากรที่ดำรงชีวิตด้วยรายได้น้อยกว่า 1 ดอลล่าร์สหรัฐต่อวันกลับเพิ่มขึ้น 33% หรือคิดเป็นมากกว่า 330 ล้านคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่า W. W. Rostow นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งเอ็มไอทีเคยเขียนไว้ในหนังสือ The Stage of Economic Growth ว่า ถ้าประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มอัตราการลงทุนเป็นสองเท่า พวกเขาจะสามารถเติบโตได้ด้วยตัวของเขาเองได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ในยุคของประธานาธิบดี เคนเนดี้ และ จอห์นสัน ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงตั้งงบประมาณช่วยเหลือประเทศยากจนอื่น ๆ มากถึง 0.6% ของจีดีพี โดยเงินเหล่านี้นำไปใช้ลงทุนในเมกะโปรเจ็คท์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน, ทางด่วน และ เขื่อน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;แต่ผลก็คือ เศรษฐกิจของประเทศผู้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมากเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กานา, แซมเบีย, ชาด และ ซิมบับเว กลับไม่เติบโต หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจหดเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;ในขณะที่ เศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์, ฮ่องกง และ มาเลเซีย กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;เมื่อดูจากประวัติศาสตร์เหล่านี้แล้ว จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า มีความสัมพันธ์อย่างสอดคล้องระหว่างความช่วยเหลือกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;แต่ในมุมมองของ ซาคส์ เขาไม่เชื่อเช่นนั้น เขาเห็นว่า การลงทุนจะต้องทำอย่างเหมาะสม และ ตรงจุด โดยต้องคำนึงถึง วัฒนธรรม, คุณค่า และ พฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละคนในแต่ละประเทศด้วย และเป็นที่มาของโครงการของสหประชาชาติหลายต่อหลายโครงการ โดยเขาอ้างถึงงานวิจัยของธนาคารโลกที่บอกว่า ความช่วยเหลือสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ถ้าความช่วยเหลือนั้นถูกให้แก่ประเทศที่มีรัฐบาลที่มีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ซาคส์ นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Clinical Economics ซึ่งจะให้ความสนใจแก่ประวัติศาสตร์, ชาติพันธุ์, และ การเมืองของแต่ละประเทศ มากกว่าการใช้วัคซีนชนิดเดียวกันแก้ปัญหาทุกประเทศ&lt;br /&gt;ซาคส์ ยอมรับว่า รัฐบาลของประเทศในทวีปอัฟริกามีคุณภาพต่ำ แต่เขาเห็นว่า เหตุที่การบริหารของรัฐบาลเหล่านี้ย่ำแย่ เพราะ ประเทศยากจน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;การพัฒนาของประเทศในทวีปอัฟริกาที่ประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด เพราะ ผู้บริหารและผู้บริจาคไม่เข้าใจสภาพภูมิศาสตร์ของทวีปนี้ที่อากาศร้อน, ถูกแยกออกจากทวีปอื่น ๆ, และต้องผจญกับปัญหาโรคเขตร้อน ซึ่งส่งผลให้สภาพผืนดินไม่สามารถเพาะปลูกได้ดีพอ, ขาดระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมถึงกันทั่ว, ขาดพลังงาน และ การสาธารณสุขที่ดีพอ ทำให้เหล่าประเทศในทวีปอัฟริกาต้องตกอยู่ในกับดักความยากจนที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;โครงการต่อต้านความยากจนของสหประชาชาติ ภายใต้การดูแลของ ซาคส์ จึงวางแผนที่จะช่วยเหลือ โดยการกำหนดแผนการระยะยาวในการลดความยากจน โดยศึกษาถึงความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่ และจะต้องหาประเทศที่จะมาเป็นผู้บริจาคเงิน ซึ่งแน่นอนว่า สหประชาชาติต้องการเงินงบประมาณมหาศาลเพื่อการนี้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องแก้ไข คือ การแก้ทัศนคติที่มีต่อทวีปอัฟริกา ที่มองว่าพวกเขาเป็นดินแดนแห่งความเลวร้าย ที่ไม่สามารถพัฒนาได้ ซึ่งสิ่งที่ประเทศในทวีปอัฟริกาต้องการเป็นสิ่งแรก ๆ อาจจะเป็นกรณีตัวอย่างสักหนึ่งหรือสองประเทศที่ประสบความสำเร็จได้ โดยแสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้ก็มีศักยภาพเช่นกันไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ซึ่งกรณีเหล่านี้จะกลายเป็นโมเดลตัวอย่างสำหรับประเทศอื่น ๆ รวมถึงนักลงทุนทั่วโลกที่จะปรายสายตามามองอัฟริกาบ้าง และปัจจุบันก็มีตัวอย่างบ้างแล้ว อย่าง หมู่เกาะมอริเชียส (Mauritius) ทางฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกาที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมทอผ้า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ตัวอย่างเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม และ ถูกต้อง ประเทศในทวีปอัฟริกาก็สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน และสถานการณ์ปัจจุบันที่ ราคาน้ำมัน, กาแฟ และ สินค้าอุปโภคบริโภค หลายชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็อาจจะทำให้หลายประเทศในทวีปอัฟริกาที่เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิดสามารถเติบโตโดดเด่นในระบบเศรษฐกิจโลกได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ซึ่งตรงนี้ โครงการต่อต้านความยากจน ของสหประชาชาติ ภายใต้การนำของ ซาคส์ ก็เตรียมพร้อมจะช่วยเหลือประเทศที่มีโอกาสเติบโต แต่ไม่สามารถดิ้นหลุดจากกับดักความยากจนได้&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;ซาคส์ ชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมิใช่ประเทศที่มีรัฐบาลบริหารย่ำแย่แต่ได้เงินช่วยเหลือมากเกินไป แต่เป็นเพราะ ประเทศที่มีการบริหารจัดการดี แต่ได้รับเงินช่วยเหลือน้อยเกินไปต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;The End of Poverty: How we can make it happen in our life time อาจจะมิใช่หนังสือ ฮาว-ทู ที่จะบอกว่า การแก้ไขความยากจนทำได้อย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div
